
ล้อมคอกการเงิน
เป็นข่าวให้เสียวๆ สะเทือนวงการการเงินสหรัฐกันเล่นๆ ไปพลางๆ กับข่าวการขาดทุนยับ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เป็นข่าวให้เสียวๆ สะเทือนวงการการเงินสหรัฐกันเล่นๆ ไปพลางๆ กับข่าวการขาดทุนยับ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 หมื่นล้านบาท) ของธนาคารเจ.พี.มอร์แกน เชส ในตลาดอนุพันธ์ ข่าวนี้เป็นที่เกรียวกราวกันมากในทั้งแวดวงการเงินและการเมืองของสหรัฐ
เพราะเจ.พี.มอร์แกน เชส ถือเป็นธนาคารหนึ่งที่มีวินัยทางการคลังดีเยี่ยม เป็นหนึ่งใน “ขาใหญ่” ไม่กี่รายที่รอดพ้นจากวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ได้ แต่ก็นั่นแหละครับ แม้จะรอดมาได้ แต่ก็ต้องหาทางถอนทุนคืนให้เร็วที่สุด ก็เลยไม่วายต้องหาผลกำไรในตลาดอนุพันธ์กันใหม่ และก็ขาดทุนยับดังที่ปรากฏเป็นข่าว
ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นอะไรได้บ้าง ประการแรก ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินได้จริงหรือไม่ เหมือนกับว่าฟื้น ทว่าเพราะเหตุใดคนยังตกงานอยู่มาก แรงซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ
ต้องยอมรับกันว่า ในยุคหลังวิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐนั้น สิ่งที่ฟื้นตัวขึ้นมาก็คือ การลงทุนลวง หรือการลงทุนในตลาดเก็งกำไรทั้งหลายแหล่ ทั้งหุ้น ทั้งตลาดอนุพันธ์ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ไม่ได้เกิดการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงเท่าไหร่ นั่นเลยทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาวะซบเซาอย่างที่เห็นกันในวันนี้ครับ
ประการที่สอง การขาดทุนของเจ.พี.มอร์แกน เชส แสดงให้เห็นถึงความล่าช้า และความไม่จริงจังต่อการ ออกกฎระเบียบควบคุมการลงทุนที่มีความเสี่ยงเกินไปของธนาคารสหรัฐ
ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจใหม่ๆ มีการพูดกันถึงเรื่องนี้มากว่าสหรัฐต้องล้อมกรอบ ล้อมคอกการเงินเสียที เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงของเอกชนในภาคการเงิน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริงได้ และในที่สุดก็ต้องเดือดร้อนเงินของผู้เสียภาษีไปช่วยอุ้มไม่ให้ล้มละลายเหมือนที่เป็นมา
แต่กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่หวังกันก็ยังไม่เห็นออกมาเป็นชิ้นเป็นอันทั้งที่ผ่านวิกฤตมาแล้วเกือบ 4 ปีครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าบรรดาเอกชนทั้งหลายล็อบบี้กันสุดฤทธิ์สุดเดชให้การออกกฎระเบียบเหล่านี้ล่าช้าออกไป
เพราะยิ่งออกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการลดช่องทำมาหากินทั้งนั้น ดังนั้นการล้อมคอกวอลสตรีต จึงกลายเป็นเรื่องล่าช้า ถูกดองไว้นานเกินไปแล้วครับ
ส่วนในระดับโลกนั้น ความพยายามที่จะตั้งกฎระเบียบป้องกันวิกฤตการเงินโลก ก็ยังไปไม่ถึงไหนเช่นกัน โดยเฉพาะข้อตกลงบาเซิล 3 ที่ธนาคารรายใหญ่ๆ ทั้งในสหรัฐและยุโรปจะต้องเพิ่มระดับการกันทุนสำรองมากขึ้น นั่นเป็นเพราะตอนนี้ธนาคารในยุโรปอ่อนแออยู่มาก ไม่มีทุนพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ข้อตกลงบาเซิล 3 ก็เลยลุ่มๆ ดอนๆ อยู่เหมือนกัน
สรุปแล้ว นับตั้งแต่วิกฤต 2551 เป็นต้นมา โลกไม่ได้ปลอดภัยขึ้นเลยจากความเสี่ยงที่เกิดจากการแสวงหาผลกำไรอย่างบ้าเลือดของเหล่านายแบงก์ในวอลสตรีตและในยุโรปครับ







