
ชัจจ์สั่งศึกษาขึ้นค่ารถไฟ
“ชัจจ์” สั่ง ร.ฟ.ท.ศึกษาปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่ม ไม่ให้กระทบผู้มีรายได้น้อย เหตุรัฐรับภาระชดเชยมาตลอด
“ชัจจ์” สั่ง ร.ฟ.ท.ศึกษาปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่ม ไม่ให้กระทบผู้มีรายได้น้อย เหตุรัฐรับภาระชดเชยมาตลอด
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ให้ฝ่ายบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ศึกษาการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟ เนื่องจากค่าโดยสารรถไฟปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุนแท้จริง ทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระชดเชยรายได้ให้กับ ร.ฟ.ท.
การพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟ จะไม่ให้กระทบผู้มีรายได้น้อย คืออาจให้ขึ้นค่าโดยสารรถไฟชั้น 1 และชั้น 2 ส่วนชั้น 3 อาจไม่ให้ปรับ เนื่องจากเป็นชั้นที่ผู้มีรายได้น้อยใช้บริการมากสุด
“หลายคนมองว่า ทำไมให้ศึกษาการปรับขึ้นราคาในเวลานี้ ไม่กลัวกระทบคะแนนเสียง หรือโดนกล่าวหาว่า เพิ่มภาระค่าคอรงชีพให้ประชาชน เรื่องนี้ผมมองว่า หากไม่ให้รถไฟปรับขึ้นราคา เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รัฐก็ต้องนำเงินภาษีประชาชน ไปแบกรับภาระแทนอยู่ดี ซึ่งหลายรัฐบาลที่ผ่านมาเคยศึกษามาแล้วไม่มีใครกล้าปรับขึ้นราคา แต่ผมต้องกล้าตัดสินใจ เพราะปัจจุบันรถไฟขาดทุนทุกปี ส่วนขึ้นเท่าไร ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาของรถไฟว่าจะมีแนวทางอย่างไร หากไม่ให้รถไฟขึ้นราคาก็ต้องเอาภาษีไปชดเชยอยู่ดี” พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ ร.ฟ.ท.เคยอนุมัติปรับขึ้นราคาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารรถไฟเพิ่มขึ้น 10% เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2553 แต่กระทรวงคมนาคมไม่อนุมัติให้ปรับขึ้นราคา ทำให้ ร.ฟ.ท.ไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้
สำหรับผลการศึกษาอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาครั้งนั้น ให้ปรับขึ้นเฉพาะรถไฟชั้น 3 ซึ่งจะทำให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 114 ล้านบาท สาเหตุที่ชะลอการปรับค่าโดยสารชั้น 1 และชั้น 2 เพราะอัตราค่าโดยสารในปัจจุบันค่อนข้างสูง หากปรับเพิ่มอาจส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟชั้น 1 และชั้น 2 ลดลง เพราะประชาชนสามารถเลือกใช้บริการระบบขนส่งอื่นที่มีอัตราค่าโดยสารใกล้เคียงกันแทน
อย่างไรก็ตาม หากการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารรอบใหม่ ปรับขึ้นราคาเฉพาะชั้น 1 และ 2 ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ชัจจ์ จะส่งผลให้ค่าโดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ที่อาจให้ปรับขึ้น 10% ตามผลการศึกษาเดิม จะทำให้ค่าโดยสารชั้น 1 ในระยะทาง 100 กม.แรกเพิ่มขึ้นเป็น กม.ละ 1.025 บาท จากเดิม กม.ละ 0.932 บาท
ส่วนระยะทางตั้งแต่ 101200 กม. จะเพิ่มเป็นกม.ละ 0.938 บาท จากเดิม 0.853 บาท ระยะทางตั้งแต่201300 กม. เพิ่มขึ้นเป็นกม.ละ 0.864 บาท จากเดิม 0.785 บาท และระยะทางตั้งแต่ 301 กม.ขึ้นไป เพิ่มเป็นกม.ละ 0.813 บาท จากเดิมกม.ละ 0.739 บาท
สำหรับค่าโดยสารรถไฟชั้น 2 ระยะทาง 100 กม.แรกจะเพิ่มขึ้นเป็น กม.ละ 0.537 บาท จากปัจจุบัน กม.ละ 0.488 บาท ระยะทางตั้งแต่101200 กม. เพิ่มขึ้นเป็นกม.ละ0.462 บาท จากเดิมกม.ละ 0.420 บาท ระยะทางตั้งแต่ 201300 กม.เพิ่มขึ้นเป็นกม.ละ 0.413 บาท จากเดิมกม.ละ 0.375 บาท และระยะทางตั้งแต่ 301 กม.ขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นกม.ละ 0.370 บาท จากเดิมกม.ละ 0.336 บาท
ทั้งนี้ หากให้ค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 ปรับขึ้นราคา 10% ด้วย จะส่งผลให้ระยะทาง 100 กม.แรกเพิ่มขึ้นเป็น กม.ละ 0.237 บาท จากเดิม 0.215 บาท โดยค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 ยังคงเป็นโครงสร้างที่ใช้เมื่อปี 2528 ที่ในและ ร.ฟ.ท.ได้รับอนุมัติให้ปรับค่าโดยสารครั้งล่าสุดในปี 2539 โดยเป็นปรับเฉพาะค่าโดยสารรถไฟชั้น 1 และชั้น 2 เท่านั้น ซึ่งในช่วงนั้นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วราคาลิตรละประมาณ 8 บาท แต่ปัจจุบันมีราคาลิตรละ 30.43 บาท ส่งผลให้ ร.ฟ.ท.มีผลขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่การขนส่งทางถนนได้ปรับขึ้นราคาค่าโดยสารให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันอยู่ตลอดเวลา







