posttoday
อุทาหรณ์กรณีเจพีมอร์แกนเชส

อุทาหรณ์กรณีเจพีมอร์แกนเชส

15 พฤษภาคม 2555

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐหรือของโลกก็ว่าได้ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าได้ขาดทุนจากการค้าตราสารอนุพันธ์ในตลาดกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น

สถาบันการเงินที่ว่าได้แก่ ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส หรือที่คนไทยรู้จักในนามธนาคารเชสแมนฮัตตัน ซึ่งหลังจากประกาศผลการขาดทุนดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของธนาคารลดลงเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพราะนักลงทุนและนักวิเคราะห์ช็อกและไม่อยากจะเชื่อว่าสถาบันการเงินที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการบริหารจัดการที่เป็นที่ยอมรับ จะทำอะไรผิดพลาดได้ถึงขนาดนี้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารยอมรับว่า ไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อน ทั้งๆ ที่มีผู้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ร่วม 4 สัปดาห์ และที่ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตถึงระบบการบริหารและระบบการควบคุมของธนาคารนี้มากก็เพราะตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอของธนาคารคือ จาเมียร์ ไดมอน (Jamie Dimon) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่มีฝีมือสามารถนำพาธนาคารให้ผ่านพ้นวิกฤตการเงินมาได้ด้วยดีทำไมถึงไม่ทราบเรื่องนี้

จนถึงปัจจุบันธนาคารยังไม่ได้เปิดเผยว่าความเสียหายเกิดขึ้นได้อย่างใด ใครทำให้เกิดขึ้น คงทราบแต่เพียงว่าความเสียหายเกิดจากการค้าตราสารอนุพันธ์เพื่อบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ซึ่งยิ่งทำให้คนสงสัยว่าความเสียหายที่ยอมรับในชั้นนี้ เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งหรือเปล่า และทำไมการค้าตราสารอนุพันธ์เพื่อบริหารความเสี่ยง ถึงกลายมาเป็นมาตรการสร้างความเสี่ยงเสียเอง จนทำให้เกิดความเสียหาย

เรื่องนี้อีกไม่นานความจริงคงปรากฏ และผู้บริหารทั้งหลายที่เกี่ยวข้องก็คงหัวหลุดจากบ่า อาจถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต่อไป เพราะที่อเมริกาไม่มีการซูเอี๋ย

ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่าเพียงแค่อยากให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่า การเข้าไปเล่นกับตราสารอนุพันธ์นั้น ความจริงเหมือนกับการเข้าไปเล่นกับไฟ คือถ้าใช้ไฟเป็น ใช้ไฟไปในทางที่ถูก ก็สามารถสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย แต่ถ้าใช้ไม่เป็นอาจถูกไฟไหม้ ไฟลวกไปได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ความจริงกรณีความเสียหายของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส นั้น ผมกลับรู้สึกเฉยๆ ไม่แปลกใจอะไร เพราะเคยเห็นเคยรู้ และเคยสัมผัสได้กับตัวเองมาแล้วว่า การบริหารตราสารอนุพันธ์นั้นไม่มีใครแน่จริง จนประกันได้ว่า ถ้าขายไปแล้วจะมีกำไรลูกเดียว ซึ่งว่าไปแล้วการค้าตราสารอนุพันธ์ก็เหมือนกับการค้าทุกอย่าง คือมีทั้งกำไรและขาดทุน แต่ที่ทำให้เกิดความเสียหายหนักๆ ขนาดสถาบันการเงินบางแห่งซึ่งตั้งมานานกว่า 200 ปี เช่น แบริงส์ บราเธอร์ ต้องปิดตัวลง หรือกรณีที่เกิดกับวาณิชธนกิจขนาดใหญ่บางแห่ง เช่น เลห์แมน บราเธอร์ส นั้นมีต้นตอมาจากที่เดียวกัน คือความโลภ และในกรณีของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส นี้นั้น ก็คงไม่พ้นความโลภที่ทำให้เกิดความเสียหายเช่นกัน

ความโลภนั้นเกิดจากการทำกำไรซึ่งเกิดขึ้นอย่างมหาศาลจากการค้ากระดาษ และเมื่อเกิดความโลภ แทนที่จะค้าตราสารเพื่อ “ปิด” ความเสี่ยงของการค้าขายปกติ เช่น ถ้าซื้อสินค้าไว้ และต้องจ่ายเงินค่าสินค้าเป็นเงินดอลลาร์ในอีก 30 วันข้างหน้า ก็ไปซื้อดอลลาร์ไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุน ถ้าดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท อย่างนี้ถือว่าเป็นการ “ปิด” ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ถ้าเกิดความโลภคิดว่าอย่างไรเสียเงินดอลลาร์ต้องแข็งค่าขึ้นแน่ๆ ในอีก 30 วันข้างหน้า จึงแทนที่จะซื้อดอลลาร์ไว้สำหรับชำระเงินค่าสินค้าเลยถือโอกาสซื้อเผื่ออีกเท่าตัวหนึ่ง เตรียมไว้ขายเมื่อดอลลาร์แข็งตัวจะได้ขายทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนการค้าตราสารอนุพันธ์ กรณีนี้จึงแทนที่จะปิดความเสี่ยง กลับเป็นการ “เปิด” ความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้น ถ้าดอลลาร์แข็งค่าขึ้นก็ดีไป แต่ถ้าอ่อนค่าลงก็ขาดทุนไปตามระเบียบ

ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ชัด แต่ในโลกของการค้าตราสารอนุพันธ์จะมีการ “สร้าง” หรือ Structure ตัวตราสารให้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเหตุผลเพื่อการบริหารความเสี่ยง โดยลืมนึกไปว่า ยิ่งตราสารสลับซับซ้อนเท่าไร ปัญหายิ่งมาก และสลัดให้หลุด หรือ “Unwind” ยากขึ้นเท่านั้น ดูตัวอย่างเรื่องของสหภาพยุโรปก็ได้ว่า ตอนจะรวมกันใครต่อใครก็พูดถึงปัจจัยบวกว่า ทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น ส่งเสริมการลงทุนโดยไม่มีพรมแดน ทำให้เงินตราแข็งแกร่งขึ้น แต่พอมีปัญหาที่กรีซ จนถึงปัจจุบันยังแก้ไม่ได้ เพราะมากหมอก็มากความ จนประเมินกันว่า สหภาพยุโรปมีโอกาสล่มสลายในอนาคตอันใกล้

พูดถึงเรื่องนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบรรดาประเทศทั้งหลายในอาเซียนที่จะมาร่วมหัวจมท้ายกับประเทศไทยแลนด์นี้ คิดดีหรือยัง ขนาดแค่ในประเทศมีรัฐบาลไหนบริหารเพียงรัฐบาลเดียวไม่มีอำนาจภายนอกแทรกแซง ยังยุ่งขนาดนี้แล้ว ถ้าต้องฟังคนอื่นอีก 67 ประเทศ จะยุ่งขนาดไหน ไม่อยากจะคิด หวังว่าคงไม่เกิดปัญหาที่สมมติขึ้นก็แล้วกัน สบายใจดี

กลับมาเรื่องตราสารอนุพันธ์ต่อดีกว่า ที่ผมบอกว่าตัวเองได้เห็นและมีประสบการณ์ที่ทำให้ไม่แปลกใจว่าทำไมสถาบันการเงินระดับโลกที่เพียบพร้อมทุกอย่างอย่างธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ถึงมีปัญหาเรื่องนี้ ก็เพราะเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนหน้านี้ผมเคยมีความเชื่อว่า การบริหารเงินทุนสำรองของชาติที่ธนาคารแห่งประเทศไทยถืออยู่นี้ ยังขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะมุ่งแต่ลงทุนในตราสารความเสี่ยงต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

ช่วงนั้นมีการเสนอแก้ พ.ร.บ.เงินตราที่จะปรับปรุงนโยบายการบริหารจัดการเงินทุนสำรองให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น โดยจะลงทุนในตราสารระดับที่ลงทุนได้เท่านั้น

เผอิญตอนนั้นผมเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการการเงินและการคลัง ของสภานิติบัญญัติ ซึ่งทำหน้าที่ควบทั้งในฐานะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงมีผู้มาล็อบบี้ให้สนับสนุนฝ่ายร่างกฎหมายดังกล่าวหลายราย

ผมตัดสินใจอยู่นาน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะสนับสนุน เพราะมองในฐานะนักการเงินว่า เมื่อมีเงินแล้วก็ควรนำไปลงทุนให้เกิดดอกผลสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า ในการลงทุนนั้นอาจจะว่าจ้างบริษัทวาณิชธนกิจระดับโลกให้เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงให้

อย่างไรก็ตาม เป็นความโชคดีที่รัฐบาลสมัยนี้ก่อนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป เข้าใจว่าเพราะไม่อยากมีปัญหากับท่านหลวงตามหาบัว ซึ่งท่านนอกจากจะคัดค้านแนวความคิดดังกล่าวแล้ว ยังบริจาคเงินและทองคำเข้าเงินทุนสำรอง หรือที่ท่านเรียกว่า “คลังหลวง”

หลังจากนั้นไม่นานเหล่าบริษัทวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ที่ผมเคยเชื่อถือหลายรายก็ถึงแก่กัลปาวสานด้วยปัญหาซับไพรม์ และต่อมาก็ตามมาด้วยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมกลับมานั่งคิดว่า ถ้าไม่ใช่เพราะญาณบารมีของท่านหลวงตามหาบัว เงินทุนสำรองของชาติจะเสียหายแค่ไหน เพราะความโลภอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูง

เขียนมาตั้งนาน อยากสรุปเท่านี้เองครับว่าอย่าไปยุ่งกับเงินทุนสำรองเลยครับ ที่มีอยู่แค่ 2 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐไม่ได้มากมายอะไร ผมว่าเผลอๆ น้อยกว่างบประมาณประจำปีของบริษัทใหญ่ๆ อย่างไมโครซอฟท์หรือแอปเปิลด้วยซ้ำไป ขนาดเจพีมอร์แกน เชส ยังพลาดได้ แล้วใครจะค้ำประกันครับว่าคนอื่นจะบริหารไม่พลาด ไม่ทำให้เงินทุนสำรองของชาติเสียหาย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์