
ควันหลงห้องครม.ชำแหละแดงป่วนกรุง"ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย แต่เป็นก่อการร้าย"
"จากประชาคมข่าวกรองระหว่างประเทศ มีความเห็นตรงกันว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามวิถีระบอบประชาธิปไตย เพราะมีบางกลุ่มต้องการล้มกระดาน และน่าเข้าข่ายก่อการร้ายด้วยซ้ำไป"
"จากประชาคมข่าวกรองระหว่างประเทศ มีความเห็นตรงกันว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามวิถีระบอบประชาธิปไตย เพราะมีบางกลุ่มต้องการล้มกระดาน และน่าเข้าข่ายก่อการร้ายด้วยซ้ำไป"
โดยทีมข่าวการเมือง
เป็นไปด้วยความเคร่งเครียดสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วานนี้ เมื่อเข้าสู่วาระพิจารณาจร เรื่องที่ 3 สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นำเอกสาร คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง(คตม.) ตีตราลับ แจกต่อที่ประชุมประกอบรายงานก่อนขอมติเห็นชอบประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง และหลังรายงาน นานกว่า 45 นาที เสร็จสิ้นได้สั่งเก็บเอกสาร ไม่ให้นำออกมาเผยแพร่
น้ำเสียงหนักแน่นของสุเทพ สะกดให้ครม.ต้องรับฟังการรายงานด้วยความตั้งใจ โดยรายงานว่า การชุมนุมมีเจตนาดำเนินการในลักษณะยืดเยื้อ และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ซึ่งอาจมีการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ชุมนุมด้วยกัน หรือ กับประชาชนผู้สุจริต หรืออาจมีกลุ่มผุ้ไม่หวังดีบางกลุ่ม ก่อเหตุระหว่างชุมนุม และขยายลุกลามจนเกิดสถานการณ์ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น สร้างความเสียหายให้กับประเทศโดยรวม เมื่อรัฐเข้าไปแก้ไข กลุ่มดังกล่าวจะนำภาพเหตุการณ์เสนอต่อชาวโลก ด้วยการกล่าวหารัฐบาลปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ไม่มีความชอบธรรม วัตถุประสงค์สุดท้ายในการกดดันให้นายกฯยุบสภาหรือลาออก
เขา ประเมินว่า การชุมนุมครั้งนี้ จะมียุทธวิธีกระจายกำลังเพื่อไปปิดสถานที่ราชการสำคัญหลายจุด และบ้านบุคคลสำคัญ เพื่อให้รัฐบาลบริหารงานไม่ได้ การจราจรเป็นอัมพาต มีการเตรียมระดมรถอีแต๊นเข้ากรุงเทพ ซึ่งในทางกฎหมายไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว ส่วนรถปิ๊กอัพจะเป็นทะเบียนต่างจังหวัด ทั้งนี้รัฐบาลจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ด้วยการจัดหาพื้นที่จอดรถให้เพื่อไม่ให้นำรถเข้ามาสร้างปัญหาจราจร และจะจัดหารถไฟ รถประจำทางรับผู้ชุมนุมเข้ามา
ข้อมูลเชิงลึกถูกถ่ายทอดกลางที่ประชุมครม.ว่า “จากประชาคมข่าวกรองระหว่างประเทศ มีความเห็นตรงกันว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะมีบางกลุ่มต้องการล้มกระดาน และน่าเข้าข่ายก่อการร้ายด้วยซ้ำไป ช่วงระหว่างวันที่ 12-13 มี.ค. เป็นระยะเปราะบาง หากผู้ชุมนุมมีจำนวนมากจะไม่เกิดความรุนแรง แต่หากมีจำนวนน้อยหรือมีจำนวนมากแต่ชุมนุมไปแล้ว 7 วันไม่บรรลุเป้าหมายก็มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงสูง อาจมีการก่อวินาศกรรม เผาสถานที่ราชการ เขวี้ยงระเบิด รัฐบาลจึงต้องเตรียมการให้พร้อม จากข้อมูลสายข่าวที่บอกว่า จะมีผู้ชุมนุมประมาณแสนคน แต่ผมคิดว่าน่าจะเยอะกว่านั้น”
ทันทีที่สุเทพกล่าวจบ ห้องครม.เงียบกริบ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงกล่าวเสริมว่า ยุทธวิธีของเขา ต้องการปิดล้อมสถานที่ราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินยุติลงอย่างสิ้นเชิง ต้องการให้จราจรเป็นอัมพาต
สุเทพ จึงกล่าวต่อไปว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยนำคำพิพากษาศาลปกครองกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ตุลา ที่ระบุถึงการชุมนุมปิดล้อมสถานที่ราชการ ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้หลักสากลในการสลายการชุมนุม
“ผมให้นโยบายไปแล้วว่าและให้ทุกท่านช่วยย้ำด้วยว่า การแก้ไขสถานการณ์ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารจะปฏิบัติหน้าที่ตามหลักกฎหมายทุกประการอย่างเคร่งครัด จะไม่มีการติดอาวุธ มีเพียงโล่ห์และกระบอง จะมีเฉพาะในส่วนของหน่วยฉก. เคลื่อนที่เร็ว ซึ่งสนธิกำลังทหารตำรวจ เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาในส่วนที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม ซึ่งฉก.เหล่านี้จะมีการติดอาวุธ”
สุเทพ ขอความร่วมมือครม. ในกรณีที่รัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ ขอให้แจ้งเบอร์ติดต่อได้โดยตรง และขอให้รัฐมนตรีในกระทรวงได้จัดเวรยามดูแลสถานที่ตัวเองให้เข้มแข็ง ขอให้รัฐมนตรีไปทำความเข้าใจข้าราชการที่มีทัศนคติไม่เหมือนกัน ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
จังหวะนั้น นายกฯอภิสิทธิ์ จึงได้กำชับครม.ว่า ขอให้ทุกคนอยู่ในสถานะที่ติดต่อได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะรัฐมนตรีสามารถสั่งการด้วยตัวเองได้ตลอดเพราะมีบางกลุ่มที่จะเข้าไปปิดล้อมที่ทำการของรัฐ
“เพื่อไม่ให้การบริหารยุติ ซึ่งจะเป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะเรียกประชุมครม.ก่อนวันอังคาร โดยกำหนดรัฐมนตรีคณะเล็กจำนวน 9 คน เพื่อประชุมประเมินสถานการณ์ในการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจากนี้ถ้ามีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีการประชุมครม. ก็จะขอให้รมต.จำนวนหนึ่งมาร่วมประชุม คือ รองนายกฯทั้งสามท่าน รมว.มหาดไทย รมว.กลาโหม และรมต.ที่เป็นตัวแทนแต่ละพรรค อท่านชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรมหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ท่านวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ท่านสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม”
หลังการชี้แจงของสุเทพและนายกฯ ได้มีรัฐมนตรีจากค่ายภูมิใจไทยถามขึ้นมาว่า เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวจะสามารถถอนประกันแกนนำเสื้อแดงได้หรือไม่ สุเทพ ตอบว่า ทุกวันนี้ฝ่ายความมั่นคงจับจ้องพฤติกรรมคนกลุ่มต่างๆอยู่แล้ว แต่เมื่อจะจับกุม หรือถอนประกันก็ให้เหตุผลว่ายังไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงทำอะไรได้ไม่มากนัก แต่เราไม่นิ่งดูดาย แง่กฎหมายทำได้เมื่อมีข้อหาใหม่ อย่างกรณีของ พรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง ที่สามารถจับกุมฝากขังได้ ก็กลายเป็นเรื่องความผิดตาม พ.รบ.คอมพิวเตอร์
จากนั้น กรณ์ จติกวณิช รมว.คลังเสนอว่า ควรกำหนดให้วันที่ 12 มี.ค. เป็นวันหยุดราการหรือไม่ ปรากฎว่ามีรัฐมนตรีแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางโดยสุเทพกล่าวสนับสนุน ขณะที่นายกฯเห็นว่าไม่ควร ส่วนชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มองว่าถ้าเป็นวันหยุดเอกชนต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่ม เช่นเดียวกับรมต.ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า หากกำหนดวันหยุดจะเท่ากับให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้นมาอีก ในที่สุดครม.มีมติไม่กำหนดเป็นวันหยุด







