
ถกแก้รธน.เข้าสู่มาตราสุดท้าย
ประชุมร่วมรัฐสภาถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยฝ่ายค้านไม่ติดใจคำแปรญัตติ เดินหน้าเข้าสู่มาตราสุดท้าย
ประชุมร่วมรัฐสภาถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยฝ่ายค้านไม่ติดใจคำแปรญัตติ เดินหน้าเข้าสู่มาตราสุดท้าย
น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว.สรรหา อภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสอง ตามที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ให้เพิ่มมาตรา 291/18 ว่า บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ จะเข้ารับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองมิได้ เป็นเวลา 5 ปี นับแต่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามมาตรรา 291/15 (3) ว่า เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะเกิดจากการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือ นักการเมืองที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ตนจึงเสนอให้ ส.ส.ร.ทั้ง 99 คนเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี
"สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ซึ่งกรรมาธิการยกร่าง และส.ส.ร.ต้องทำงานใกล้ชิดกันถึง 240 วันในรัฐสภา ดังนั้นช่วงเวลาที่ทำงาน ส.ส.ร. 99 คน จะต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกัน ดังนั้น การขออะไรกันจึงไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งจากผู้ที่ไม่ได้เป็นส.ส.ร. และมีผู้มอำนาจอยู่เบื้องหลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"นพ.เจตน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในมาตรา 291/18 ได้มีผู้แปรญัติไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เสนอคำแปรญัตติไว้หลากหลายประเด็น อาทิ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ ส.ส.ร. ต้องไม่จัดทำลักษณะให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใดๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มี่อำนาจตามกฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้นมีความผิดหรือได้มีการตัดสินคดี หรือพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว, ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของส.ส.ณ. ต้องไม่เป็นการจัดทำเพื่อแก้โทษ หรือเพื่อการนิรโทษกรรมบุคคลใดๆ ซึ่งมีความผิดไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นใด, เมื่อ ส.ส.ร. ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นให้นำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามมาตรา 291/11วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด หรือไม่ภายใน 15 วัน
โดยการอภิปรายนั้นเป็นไปอย่างหลากหลาย และระหว่างการอภิปรายของผู้ที่แปรญัตติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นั้น มีส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ได้ลุกประท้วงอยู่เป็นระยะและเมื่อเวลา 12.40 น. ได้มีการปิดอภิปราย และนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่าประเด็นที่อภิปรายเป็นสาระที่เคยได้หารือกันมาแล้ว ตั้งแต่มาตรา 291/11 สำหรับประเด็นที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มีข้อห้ามให้ ส.ส.ร. ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายหลังจากที่ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของส.ส.ร.ที่จะเป็นผู้เขียนไว้เอ หากกรรมาธิการฯ ไปเขียนระบุไว้น่าจะไม่ชอบ ทั้งนี้ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติมาตรา 291/18 ที่สมาชิกได้เสนอเพิ่มเติม
ในที่สุดที่ประชุมร่วมรัฐสภาเสียงข้างมาก ลงมติไม่เห็นด้วยกับมาตรา 291/18 ตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยของสงวนคำแปรญัติไว้ ด้วยคะแนน 336 เสียง ต่อ 99 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง
จากนั้นที่ประชุมได้มีการลงมติอย่างต่อเนื่อง โดยในมาตรา 291/19 ต่อเนื่องทันที เนื่องจากผู้ที่แปรญัตติไม่ประสงค์ที่จะอภิปราย โดยที่ประชุมเสียงข้างมาก ลงมติไม่เห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเสนอไว้ด้วยคะแนน 333 เสียง ต่อ 96 เสียง และงดออกเสียง 9 เสียง, มาตรา 291/20 ที่ประชุมเสียงข้างมาก ลงมติไม่เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเสนอไว้ด้วยคะแนน 333 เสียง ต่อ 94 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง, มาตรา 291/21 ที่ประชุมเสียงข้างมาก ลงมติไม่เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเสนอไว้ด้วย 343 เสียง ต่อ 93 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง, มาตรา 291/22 ที่ประชุมเสียงข้างมาก ลงมติไม่เห็นด้วยตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเสนอไว้ ด้วย 337เสียง ต่อ 90 เสียง งดออกเสียง 14 เสียง และไม่ลงคะแนน 1เสียง
ส่วนมาตรา 291/23, 291/24 ,291/25 ไม่มีการลงมติ เนื่องจากนายบุญยอด ซึ่งเป็นผู้สงวนคำแปรญัตติไม่ติดใจเช่นเดียวกันกับมาตรา 4/1 ที่ไม่มีการอภิปรายและลงมติ เนื่องจาก น.พ.ชลน่าน ฐานะผู้สงวนคำแปรญัตติไม่ติดใจ จากนั้นที่ประชุมได้เริ่มพิจารณา มาตรา 5 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ







