posttoday
โลกกับนโยบายลดช่องว่างความรวย

โลกกับนโยบายลดช่องว่างความรวย

14 พฤษภาคม 2555

โดย...รวิภาส กล่ำทวี

โดย...รวิภาส กล่ำทวี

ปัญหาช่องว่างหรือความไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาของสังคมโลกไปแล้ว โดยจากข้อมูลของนักเศรษฐศาสตร์แห่งองค์การยูนิเซฟ ล่าสุดพบว่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาจำนวนประเทศทั้งหมดในโลกประมาณถึง 2 ใน 3 ประสบปัญหาความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ระหว่างกันคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าทุกประเทศในโลกจะต้องประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้นทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน ถ้าผู้นำทางการเมืองของแต่ละประเทศไม่สามารถคิดค้นนโยบายหรือกลยุทธ์แก้ไขที่ถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพการณ์ของตัวเองในแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ถามว่าปัญหาช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนทำไมกลายเป็นปัญหาสำคัญ คำตอบที่สั้นและง่ายที่สุด คือ ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทางตรงต่อความมีเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลก

ท่านผู้อ่านคงจะนึกภาพออกว่า ถ้าประเทศใดก็ตามมีสภาพหรือสถานะทางการเมืองง่อนแง่นหรือไม่นิ่ง ใครอยากจะเข้ามาท่องเที่ยวหรือมาลงทุนค้าขายด้วย เมื่อประเทศไม่สามารถทำมาค้าขายได้ตามปกติ เม็ดเงินเข้าประเทศก็จะลดน้อยถอยลงและหมดไปในที่สุด ทำให้เงินที่รัฐบาลจะใช้ในการบริหารประเทศขาดแคลนและจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศใดที่มีคนรวยกระจุกอยู่เพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ จะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยภาพรวมตกต่ำลงและประเทศจะเดินหน้าไม่ได้ในที่สุด ปัญหาทางสังคมจะตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย คนจนกลุ่มใหญ่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและความไม่ยุติธรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเดินขบวนและการประท้วงจะเกิดขึ้นอย่างมากมาย และอาจจะถึงขั้นเกิดการจลาจลและกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ภายในพริบตา

จากวารสาร Journal of Economic Literature ล่าสุดได้เปิดเผยผลสำรวจทางสถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จนถึงปี ค.ศ. 2005 พบว่าประเทศที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนมากที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศสหรัฐ โดยคิดเป็นตัวเลขสูงถึง 17.4% รองลงมา ได้แก่ ประเทศอังกฤษ 14.2% แคนาดา 13.6% และสิงคโปร์ 13.2%

ส่วนประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการแก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในรอบกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากตัวเลขช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ประมาณ 12% ในปี ค.ศ. 1949 เหลือเพียง 5.4% ในปี ค.ศ. 2005 ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ จาก 10% ลดลงเหลือ 7.8% ฟินแลนด์และสวีเดน จากประมาณ 7.5% ลดลงเหลือ 7.1% และ 6.3 % ตามลำดับ

บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งในยุโรปและสหรัฐ จะถือว่าปัญหาช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นปัญหาสำคัญในลำดับต้นๆ ที่พวกเขาจะใช้พิจารณาออกเสียงลงลงคะแนนให้ใคร ปัจจุบันประชากรทั้งในสหรัฐและกลุ่มประเทศในยุโรปมีตัวเลขรายได้สูงกว่าเส้นแห่งความยากจน ที่กำหนดไว้ที่ 1.25 เหรียญสหรัฐต่อวัน อยู่ประมาณ 10 กว่าเท่า ส่วนประเทศไหนที่ประชากรของประเทศมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแห่งความยากจนหรือมีรายได้ต่ำกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐต่อวัน จะถือว่าประเทศนั้นเป็นประเทศยากจนแบบสมบูรณ์หรือจนแบบสุดๆ นั่นเอง

กลับมาที่วิธีการแก้ไขปัญหาช่องว่างทางด้านรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน ส่วนใหญ่ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะใช้นโยบายดึงความรวยของคนรวยมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1% ของประชากรทั้งหมดให้ต่ำลง หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ การใช้มาตรการทำให้คนรวยรวยช้าลงนั่นเอง เช่น มาตรการด้านภาษีผ่านทางการเก็บภาษีคนรวยแพงขึ้น

หรือการออกมาตรการควบคุมทางด้านการเงินให้เข้มงวดมากขึ้นผ่านทางตลาดเงินตลาดทุน เพื่อป้องกันไม่ให้คนรวยหากินง่ายจนเกินไป รวมทั้งการออกกฎหมายตัดเงินโบนัสหรือสิทธิพิเศษอื่นๆ ทางการเงินสำหรับผู้บริหารระดับสูง นโยบายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่ประเทศสหรัฐและอังกฤษนิยมใช้จนถึงปัจจุบัน

แต่สิ่งที่บรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจไม่ค่อยให้ความสำคัญ ได้แก่ การหาทางทำให้คนจนที่เพิ่มจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้มีโอกาสร่ำรวยและก้าวขึ้นไปอุดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้แคบลง และแนวคิดดังกล่าวกำลังกลายเป็นจุดสนใจของบรรดานักวิชาการและนักกำหนดนโยบายทั่วโลก ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาวและน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้แบบยั่งยืน

ปัจจุบันมีประเทศทั้งที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วทั้งในเอเชียและในละตินอเมริกาได้ดำเนินกุศโลบายยกระดับรายได้ของคนจนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อไปอุดช่องว่างระหว่างคนกับคนรวย เช่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และบราซิล โดยนโยบายที่สำคัญที่สุด ได้แก่ นโยบายการให้การศึกษาที่มีประสิทธิภาพแก่ประชากรในแต่ละประเทศตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่

สิ่งที่บรรดานักคิดทั้งหลายเห็นตรงกันก็คือ ผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาและยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนจนให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่นับวันจะถูกแยกห่างออกจากสังคมออกไปเรื่อยๆ การเข้าถึงการศึกษา การสาธารณสุขและโอกาสแห่งการเรียนรู้ก็อยู่ในอัตราที่น้อยลงไปเรื่อยๆ มีผลการวิจัยออกมาแล้วนะครับจากองค์กรโออีซีดีว่า การศึกษาที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อรายได้ของคน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท