
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท : มัดมือชกหรือคลุมถุงชน?
โดย...สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
โดย...สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ มีปัจจัยเปราะบางที่มี ผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การบริหารจัดการน้ำและการเตรียมป้องกันอุทกภัยในปีนี้และปีต่อๆ ไป หรือว่าการจัดการกับปัญหาราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นต้น โดยนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่องและการบังคับใช้นโยบายนี้ทั่วประเทศภายในต้นปี 2556 นั้นน่าจะเป็นพระเอกสำหรับชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องพึ่งพาค่าแรงขั้นต่ำเพื่อยังชีพ และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ขึ้นแบบก้าวกระโดดประมาณ 40% สำหรับ 7 จังหวัดนำร่อง ผมถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศไทย
ก่อนอื่นผมต้องออกตัวก่อนว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดการขึ้นค่าแรง แต่การขึ้นค่าแรงแบบกะทันหันโดยปราศจากการศึกษาถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการในระดับต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนนำไปปฏิบัตินี้ ผมถือว่ารัฐบาลขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะถึงแม้รัฐบาลจะบอกล่วงหน้า 6 เดือน หรือ 1 ปี ว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดก็ตาม แต่รัฐบาลไม่เคยได้บอกเอกชนเลยว่าโครงสร้างธุรกิจจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร ภาพรวมอุตสาหกรรมในอนาคตจะมุ่งไปทางไหน แรงงานต้องมีทักษะอย่างไร ถ้าจะขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดนี้ อุตสาหกรรมใดบ้างจะต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน และจะไปอย่างไร ต่างคนต่างไป หรือจะไปเป็นทีม รัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร จะพัฒนาผลิตภาพให้เพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน
ที่ผ่านมาท่านไม่ได้คิดวิเคราะห์ถึงผลกระทบและมีการเตรียมความพร้อมในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมน้อยมาก เอาแต่แก้ปัญหาแบบวัวหายแล้วล้อมคอกไปวันๆ และแทบจะปล่อยให้เอกชนแบกรับภาระและแก้ปัญหาไปกันเอง ถึงแม้กับตัวผู้ใช้แรงงานเองก็ตาม ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้น ดูผิวเผินก็เหมือนจะมีผู้ได้รับประโยชน์จำนวนหลายล้านคน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็จะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยมีเพียงแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่แข็งแรงและสามารถปรับตัวได้เท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แรงงานบางส่วนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถปรับตัวได้ หรือในสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย หรือในอุตสาหกรรมขนาดเล็กถึงกลางบางแห่ง ก็ต้องตกงานหรือไม่ได้รับค่าแรงเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซ้ำร้ายรายได้ที่แท้จริงก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าที่เห็น เพราะข้าวของเครื่องใช้ก็ปรับราคาขึ้นไปรอแล้ว นี่ยังไม่นับค่าพลังงานที่กำลังจะปรับขึ้นในไม่ช้าอีกด้วย ภาครัฐเองก็จำต้อง “เฉือนเนื้อ” ตัวเอง ต้องสูญเสียรายได้หรือต้องจัดสรรงบประมาณต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อชดเชยกับค่าแรงที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ผู้ประกอบการเองก็เสียประโยชน์ทั้งทางตรงก็คือค่าใช้จ่ายแรงงานที่สูงขึ้น (แต่ผลิตภาพเพิ่มขึ้นไม่ทัน) จนในบางอุตสาหกรรมถึงกับไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดในครั้งนี้ ถือเป็นความล้มเหลวของการวางแผนเศรษฐกิจ อันเกิดมาจากพิษภัยของนโยบายประชานิยม การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายแบบ “มัดมือชก” รวบรัดตัดตอนโดยปราศจากการเตรียมความพร้อมนั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ การยึดมั่นคำสัญญาตามนโยบายหาเสียงในเรื่องการขึ้นค่าแรง ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียวินัยทางการเงินการคลังอีกหลายอย่าง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล ที่ฟังผิวเผินดูเหมือนจะช่วยภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ แต่ความเป็นจริงแล้วคนที่พอมีความรู้ทางบัญชี ก็จะสามารถบอกได้ว่า งานนี้คนที่ได้ประโยชน์ คือ ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จ้างแรงงานที่มีทักษะสูงและทำกำไรได้มากอยู่แล้ว ซ้ำยังถูกหวยได้ลดภาษี แต่กับอาเฮียที่รับจ้างรับเหมาต้องจ่ายค่าแรงสูงขึ้น แต่กลับขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ ก็ขาดทุนเห็นๆ แม้จะให้เอาส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นไปหักเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ภาษีที่จะลดให้ หรือค่าใช้จ่ายที่ให้หักเพิ่มก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงกลางที่รับจ้าง มีโครงสร้างต้นทุนเป็นค่าแรงสูงนั้น ประสบปัญหาขาดทุนอยู่แล้ว จะลดภาษีหรือให้หักเป็นค่าใช้จ่ายมากขึ้นก็ไม่มีความหมาย ทั้งๆ ที่รู้ ผู้ประกอบการเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไม่สามารถถามหาความเป็นธรรมจากผู้ใดได้ ต้องก้มหน้ารับชะตากรรม ดิ้นรนเพื่อหาหนทางรอดของตัวเอง
เรื่องที่เราถูก “มัดมือชก” ไปแล้ว คงแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องคิดไปว่าดีกว่า “คลุมถุงชน” ที่จะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่กรณี “มัดมือชก” นี้ เรายังเห็นสถานการณ์ต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้า เมื่อโจทย์ในเรื่องค่าแรงเปลี่ยนไปแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร อุตสาหกรรมใดอยู่ อุตสาหกรรมใดควรได้รับการช่วยเหลือ เราจะวางแผนเรื่องค่าแรงในอนาคตต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมของแรงงาน เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น และยุทธศาสตร์ค่าแรงของประเทศไทยควรเป็นอย่างไร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมในเรื่องแรงงานกันต่อไปอย่างไร อย่าปล่อยให้เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี้เป็นแบบคลุมถุงชนที่ปล่อยเลยตามเลย อะไรที่ทำไปแล้วก็แก้ไขอะไรไม่ได้







