
20 ปีพฤษภาทมิฬเจ็บไม่จำระวังซ้ำรอง
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
‘นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง’
คําปราศรัยข้างต้น คือ อุดมการณ์สำคัญที่ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้านการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2535 จนนำมาซึ่งการปะทะกันระหว่างรัฐบาลและประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในนาม “พฤษภาทมิฬ”
เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเวียนมาบรรจบครบ 2 ทศวรรษในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นจังหวะที่สอดคล้องและเข้ากับสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ทุกฝ่ายต่างมาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
หนึ่งในบุคคลสำคัญของการจัดงานรำลึก 20 ปีพฤษภาทมิฬ คือ “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เปิดเผยว่า ในพิธีรำลึกซึ่งปีนี้ครบ 20 ปีพฤษภาทมิฬ ซึ่งจัดขึ้นที่ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม เพื่อจะประกาศเจตนารมณ์ให้ถนนราชดำเนินเป็นพื้นที่ปลอดอาวุธ หรือ Peace Zone
ขณะเดียวกันจะมีการประกาศสร้างอนุสรณ์สถานของวีรชนพฤษภาขึ้นใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ให้งบประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาล้มเหลวจากการเสนอแบบสร้างถึง 2 ครั้ง
สำหรับกิจกรรมจะมี 3 วัน โดยวันที่ 17 พ.ค. จะมีพิธีวางพวงมาลาสดุดีวีรชน ถัดมาวันที่ 18 พ.ค. เปิดงานมหกรรมดนตรีระดมศิลปินเพื่อชีวิต และวันที่ 20 พ.ค. จะเปิดเวทีเสวนา “เราได้อะไรเราเสียอะไรจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ”
การเปิดเวทีเสวนาในปีนี้ มีความน่าสนใจตรงที่ได้รับการตอบรับเข้ามาเป็นผู้ร่วมเสวนาจากคนเดือนพฤษภา ประกอบด้วย จตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ สุริยะใส กตะศิลา และพิภพ ธงไชย
โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้ง 4 คนเคยร่วมเป็นแนวรบภาคประชาชนที่มีอุดมการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยกันมาก่อน แต่ 20 ปีต่อมากลับมาเป็นคู่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
“การรำลึกเหตุการณ์ 20 ปีพฤษภาทมิฬจะไม่มีสีเสื้อ แต่ต้องการย้อนเวลาถึงการร่วมแรง ร่วมใจ เรียกร้องประชาธิปไตย” อดุลย์ กล่าว
นพ.เหวง ซึ่งวันนี้เป็นแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ปัจจัยเดียวที่จะป้องกันให้เหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่เกิดขึ้นอีก คือ ต้องนำผู้ที่สั่งทำร้ายประชาชนมาลงโทษตามกฎหมาย
“ที่ผ่านมาไม่เคยมีการนำคนผิดมาลงโทษได้แม้แต่คนเดียว ดังนั้น ดังนั้นสังคมไทยจึงไม่ได้สร้างบทเรียนให้กับผู้ที่ทำรัฐประหารและสั่งทำร้ายประชาชน” นพ.เหวง ระบุ
มุมมองอีกด้านผ่าน “สุริยะใส” ผู้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนต่อต้านระบอบทักษิณ คิดว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดตัดระหว่างการต่อต้านรัฐประหารและการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งข้อหลังถือเป็นเรื่องที่ยากกว่า เพราะประชาธิปไตยของแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น ในมุมมองของกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณ อาจเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ขณะที่อีกฝั่งเห็นตรงกันข้าม
“ถึงแม้จะเห็นต่างทางการเมือง แต่สิ่งที่ทุกกลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน คือ แนวทางสันติวิธีเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ให้สังคมตระหนักถึงราคาที่ต้องจ่ายที่ไม่ควรจะเป็นชีวิตของประชาชน”
ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ในช่วงพฤษภาทมิฬ วิเคราะห์ว่า การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนไทยในปัจจุบัน เปรียบได้กับวิกฤตการณ์ 6ต.ค. 2519 เพราะเป็นความแตกแยกด้านอุดมการณ์ทางการเมืองในระดับประชาชนเหมือนกัน เห็นได้จากเหตุการณ์ที่ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“พฤษภาทมิฬควรจะเป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งสุดท้าย ความแตกต่างทางการเมืองไม่ใช่ปัญหา แต่การรัฐประหารไม่ใช่การแก้ที่ถูกต้อง ดังนั้นเวที 20 ปีพฤษภาทมิฬ จะเป็นโอกาสให้ทุกคนป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงอีก”
ทั้งหมดนี้ เห็นได้ว่าทุกฝ่ายต่างเพรียกหาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และความสันติ โดยอาศัยบาดแผลประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องเตือนใจ แต่จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากในทางปฏิบัติตรงกันข้ามกับคำพูด







