
ยืดเวลาไทยเข้มแข็ง ผ่าทางตันเศรษฐกิจ
กลิ่นฉาวของโครงการไทยเข้มแข็ง มีมาตลอดทั้งการหักหัวคิวของนักการเมือง มีการล็อกสเปกโครงการให้กับผู้ประกอบการที่เป็นหัวคะแนนนักการเมือง
กลิ่นฉาวของโครงการไทยเข้มแข็ง มีมาตลอดทั้งการหักหัวคิวของนักการเมือง มีการล็อกสเปกโครงการให้กับผู้ประกอบการที่เป็นหัวคะแนนนักการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การออกมาเสนอไอเดียของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้เลื่อนขยายเวลาดำเนินการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ออกไปอีก 1 ปี
ได้กลายเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจ และการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล
การออกมาเขย่าโครงการไทยเข้มแข็ง เพราะนายกอร์ปศักดิ์ เห็นว่า การเบิกจ่ายของโครงการยังอืดเป็นเรือเกลือ
และหน่วยงานต่างๆ ที่เสนอโครงการมาก็ไม่มีความพร้อมที่จะทำจริง จึงอยากให้ขยายเวลาสิ้นสุดโครงการออกไปเป็นปี 2556
เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ มีเวลาได้หายใจเดินหน้าผลักดันโครงการต่างๆ ให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่
แต่ไอเดียของนายกอร์ปศักดิ์ถูกค้านจากนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง อย่างทันควันว่าไม่เห็นด้วย
เพราะกรอบของกฎหมายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กำหนดไว้ชัดเจนต้องทำสัญญาลงทุนภายในปี 2553 นี้เท่านั้น
ขณะที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็กำหนดไว้แล้วให้ดำเนินโครงการภายในปี 2555
นอกจากนี้ การเบิกจ่ายก็กำลังติดเครื่องเดินหน้าในส่วนของเงินกู้ พ.ร.ก. มีโครงการเบิกจ่ายไปแล้ว 1 แสนล้านบาท และปี 2553 จะเบิกได้อีกไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมาย
ส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นล้านบาท จะทยอยเบิกจ่ายในปี 2554 และ 2555 ตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในแผน
รวมถึงโครงการต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีปัญหาการเบิกจ่ายเพราะถูกตรวจสอบการทุจริต ก็กำลังเดินหน้าแก้ปัญหาลุล่วงไปได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องขยายเวลาให้เสียแผน สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักลงทุนถึงจุดยืนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ความคิดที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ถูกมองว่า กำลังเป็นอุปสรรคลูกใหม่ของโครงการไทยเข้มแข็งให้สะดุดล่าช้าลงไปอีก
ขณะเดียวกัน ก็เป็นการก่อตัวของเกาเหลาชามใหม่ของนายกอร์ปศักดิ์ กับนายกรณ์ ที่ความเห็นไม่ค่อยจะไปทิศทางเดียวกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกอร์ปศักดิ์ นั่งอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
นายกอร์ปศักดิ์ ถูกมองว่า เป็นเจ้าคุณระเบียบ และเจ้าไอเดีย การเดินหน้ายุทธศาสตร์และมาตรการต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ก็มักจะมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์และปัญหาอยู่เสมอ
กลายเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน!!!
โดยเฉพาะกับไอเดียการขยายเวลาโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มองในจุดแข็งอาจทำให้โครงการต่างๆ มีความพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการมากขึ้น
แต่จุดอ่อนก็อาจจะถูกมองว่าโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่เข้มแข็งอย่างที่รัฐบาลคุยโหมโรงเช้าเย็นไว้
เพราะโครงการที่จะเดินหน้าก็มีทุจริต ส่วนโครงการที่ไม่ทุจริตก็ไม่พร้อมที่จะเดินหน้าให้มีการเบิกจ่าย
ซึ่งนายกรณ์ มองว่า เมื่อประกาศเดินหน้าแผนแล้ว ก็ควรจะลุยเต็มสูบตามลำดับขั้นที่วางไว้ เพื่อเป็นแรงกดดันให้หน่วยงานเร่งดำเนินการไม่เช้าชามเย็นชามเหมือนโครงการที่ลงทุนตามงบประมาณปกติที่ผ่านมา
ที่สำคัญ นายกรณ์ มองว่า เศรษฐกิจปี 2553 จะโตได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับการเบิกจ่ายงบประมาณไทยเข้มแข็งจะได้เป็นกอบเป็นกำเท่านั้น
เพราะหากได้ตามเป้าปี 2553 ได้ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท โอกาสจะทำให้เศรษฐกิจโต 45% อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หรือหากมองอีกด้านหนึ่งว่าเศรษฐกิจที่กำลังถูกมะเร็งร้ายการเมืองกัดกร่อนอยู่ทุกวันนี้ หากได้เม็ดเงินไทยเข้มแข็งมาช่วยยันไว้ก็จะทำให้อาการหนักกลายเป็นเบาได้
นอกจากนี้ การขยายเวลาโครงการไทยเข้มแข็ง ยังต้องบานปลายไปถึงการแก้ไขกฎหมายกู้เงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล
ลำพัง พ.ร.บ.กู้เงิน ยังค้างอยู่ในกรรมาธิการร่วม 2 สภา ที่มีความเห็นต่างกันไปคนละทาง ยังไม่รู้จะออกมาลูกผีลูกคน
หากผสมโรงแก้ไข พ.ร.ก.กู้เงิน ในเวลานี้เห็นทีรัฐบาล “คางเหลือง” ถึงขั้นต้องห้ามเข้าห้องไอซียูแน่ๆ
เพราะขนาดไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย ทางฝ่ายค้านยังจองกฐินอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจากปัญหาการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นงานช้างของรัฐบาล
เมื่อฝ่ายค้านออกมาข่มขวัญมีไม้ตายข้อมูลเด็ดการทุจริตไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็งเล่นงานรัฐบาลให้อยู่หมัด
เพราะกลิ่นฉาวของโครงการไทยเข้มแข็ง มีมาตลอดทั้งการหักหัวคิวของนักการเมือง มีการล็อกสเปกโครงการให้กับผู้ประกอบการที่เป็นหัวคะแนนนักการเมือง มีการจัดซื้อจัดจ้างที่สูงเกินจริง ที่หนักหนาสาหัสที่สุดโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกสอบทำให้ผู้บริหารโดนหางเลขหลุดจากเก้าอี้ไปตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง จนถึงข้าราชการ ล้วนเป็นจุดตายของรัฐบาลให้ฝ่ายค้านไปโจมตีได้ทั้งนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกรณ์จึงไม่เห็นด้วยที่จะไปเปิดศึกด้านใหม่ เป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายค้านมาตีหัวโครงการไทยเข้มแข็งเช้าเย็น ไม่เป็นอันทำงาน ทำให้นายกรณ์ ยอมออกมาหักนายกอร์ปศักดิ์แบบทันที
เพราะดีดลูกคิดแล้วยอมเจ็บเป็นเกาเหลา เพื่อรักษาโครงการไทยเข้มแข็งไม่ให้ตกหลุม พาเศรษฐกิจไม่ให้ตกเหวดีกว่า







