posttoday
ราคาสินค้า"ยิ่งแก้ยิ่งแพง"

ราคาสินค้า"ยิ่งแก้ยิ่งแพง"

14 พฤษภาคม 2555

หลังจากที่รัฐบาลดูเบาปัญหาราคาสินค้าแพง ไม่ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควร

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

หลังจากที่รัฐบาลดูเบาปัญหาราคาสินค้าแพง ไม่ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควร วันนี้ปัญหาของแพงกำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่กัดเซาะความมั่นใจในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล เรื่องนี้สะท้อนออกมาจากโพลหลายสำนัก คะแนนนิยมในรัฐบาลลดลงเรื่องของแพงเป็นเหตุ

รัฐบาลยืนยันว่าของแพงเป็นการคิดไปเองของประชาชน เพราะจากการรายงานของกระทรวงพาณิชย์นั้น ราคาสินค้าแพงขึ้นไม่กี่รายการ ไม่ได้แพงทั้งแผ่นดิน ตามที่พรรคฝ่ายค้านโจมตี แต่กระแสของแพงไม่เงียบลงง่ายๆ เพราะสิ่งที่ประชาชนเห็นและประสบอยู่โดยข้อเท็จจริง คือ ของแพงทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค จนรัฐบาลทานกระแสไม่ได้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงเดินทางไปตรวจตลาดด้วยตัวเอง และก็ยังพบว่าของไม่ได้แพงมากเกินเหตุ ตรงตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงาน

แต่ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น มีการเปิดตัวเลขราคาสินค้าที่ส่งทีมงานไปสำรวจค้านกับการข่าวของกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้นายกฯ นั่งไม่ติด ต้องลงมาขันนอตในเรื่องการแก้ไขสินค้าแพงด้วยตัวเอง

ราคาสินค้า"ยิ่งแก้ยิ่งแพง"

 

การหาคนผิดในเรื่องของแพงนั้น ฝ่ายค้านชี้เป้ามาที่รัฐบาล ที่ได้เริ่มนโยบายประชานิยมสุดโต่งหลายเรื่อง ที่ล้วนแต่เพิ่มต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น อาทิ การเริ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แม้ทำไม่ได้ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลก็นำร่องไปก่อนใน 7 จังหวัด และการลอยตัวราคาก๊าซในภาคการขนส่ง รวมทั้งปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้น ทำให้พ่อค้าคนกลางมีข้ออ้างอย่างชอบธรรมในการขึ้นราคาสินค้า และยิ่งขายส่งกันหลายทอดต้นทุนก็ถูกส่งผ่านไปที่ผู้บริโภคเป็นคนสุดท้าย

ข้อมูลสินค้าแพงนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่เถียงกันไม่ได้ และนายกฯ เองก็จับประเด็นถูก ที่ให้ตรวจสอบไส้ในของต้นทุนสินค้าว่า มาจากกการขึ้นราคาจากพ่อค้าคนกลางเท่าไหร่

การตรวจสอบราคาสินค้าของรัฐบาลก็เป็นกระบวนการที่ต้องทำ และหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป แต่กว่าจะเห็นผลว่าราคาสินค้าลดลง รัฐบาลก็อาจจะเสียฐานเสียงมวลชนคนรากหญ้าไป ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องทำทุกทางเพื่อเรียกกระแสความเชื่อมั่นกลับมา

กรณ์ จาติกวณิช สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้อันตราย สาเหตุเป็นเพราะเมื่อรัฐบาลเริ่มรู้สึกว่าคะแนนนิยมตก การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำกฎหมายปรองดองก็ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลจึงยิ่งจะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นของนโยบายประชานิยม และนโยบายยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก

“ยิ่งรัฐบาลทำประชานิยมหนักยิ่งขึ้น ความเสียหายก็จะยิ่งตามมามากยิ่งขึ้น อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมายืนยันเดินหน้านโยบายจำนำข้าวต่อเนื่อง ทั้งที่รู้ว่านโยบายนี้มีจุดรั่วไหลมาก สูญเสียงบประมาณไปหลายแสนล้านบาท และจะสร้างปัญหาให้กับการส่งออกข้าวไทย และปัจจุบันไทยก็ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอีกแล้ว นอกจากนี้ยังมีนโยบายพักหนี้ดี บัตรเครดิตชาวนา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสร้างความเสียหายให้กับธนาคารของรัฐ และในที่สุดก็จะต้องขอเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็คือเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาชดเชย” กรณ์ กล่าว

ความกังวลเรื่องคะแนนเสียงน่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลเอาอยู่ เพราะฐานเสียงคนเสื้อแดงก็ยังรักและมีรอยัลตีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเหนียวแน่น แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ ปัญหาจิตวิทยาสะท้อนกลับ หากประชาชนรู้สึกว่าของแพง แต่รายได้เท่าเดิม ก็จะเริ่มประหยัดการใช้จ่าย และหากคิดเหมือนกันทั้งแผ่นดิน สิ่งที่จะตามมา คือ เศรษฐกิจจะหดตัวและเกิดเงินฝืด ทีนี้จะกลายเป็นเกิดภาวะเงินฝืดและเงินเฟ้อในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ยากขึ้น

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลน่าจะตระหนักในประเด็นนี้ จึงได้ขมีขมันจัดงานจิตวิทยามวลชน มหกรรมสินค้าถูกทั้งแผ่นดิน มาแก้ลำฝ่ายค้าน นอกจากนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็สั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมดเดินตลาด เพื่อสำรวจราคาสินค้า ตั้งวอร์รูม โดยนำคนจากกระทรวงพาณิชย์มามอนิเตอร์ราคาสินค้า 50 รายการ และให้รายงานให้ประชาชนทราบทุกวัน

ยังไม่พอ รัฐบาลต่ออายุนโยบายรถไฟ รถเมล์ฟรี ออกไปอีก รวมทั้งไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางกระทรวงพาณิชย์เตรียมจะคุมราคาสินค้าอาหารจานด่วน ที่ประชาชนกินอยู่ทุกวัน อาทิ ข้ามมันไก่ ข้าวขาหมู ฯลฯ และจะลงโทษอย่างเด็ดขาดกับคนที่ขายเกินราคา มีโทษปรับหนักสุด 7 แสนบาท หรือจำคุก 7 ปี

อีกทั้งจะขอความร่วมมือเอกชน ตรึงราคาสินค้าไปอีก 4 เดือน โดยรัฐบาลหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้น กำลังซื้อของประชาชนกลับมา ราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการผลิตจะทรงตัว ราคาสินค้าจะเริ่มทรงตัวด้วยเช่นกัน โดยช่วงนี้ก็จะต้องหานโยบายเพิ่มรายได้มาให้กับประชาชนคู่ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวทางสงครามจิตวิทยาระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในการช่วงชิงคะแนนนิยมจากประชาชนยังไม่จบง่ายๆ เพราะการที่รัฐบาลเลือกวิธีบิดเบือนกลไกตลาด กดราคาสินค้าด้วยการตรึงราคาไว้ก่อน 4 เดือนนั้น เป็นแนวทางที่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากต้นทุนไม่ลดลงทางผู้ประกอบการก็จะยังต้องขึ้นราคาสินค้าอยู่ดี

นอกจากนี้ รัฐบาลเองก็เมินเสียงร้องขอจากผู้ประกอบการ ที่ขอให้ชะลอการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 70 จังหวัดในเดือน ม.ค. 2556 จุดนี้เป็นต้นทุนในอนาคตที่ผู้ประกอบการเล็งเห็น และก็จะระดมขึ้นราคาสินค้าไว้ก่อนเพื่อหากำไรไว้รองรับต้นทุนในอนาคตเพื่อให้กำไรเท่าเดิม

ดังนั้น เชื่อได้ว่าหากพ้น 4 เดือน ที่รัฐบาลขอให้ตรึงราคาสินค้าออกไป ราคาสินค้าก็จะดีดกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งเงินเฟ้อในวันนี้ก็มาจากการบิดเบือนโครงสร้างราคาน้ำมัน บิดเบือนต้นทุนผ่านโครงการประชานิยมและเงินอุดหนุนต่างๆ ฉะนั้นการเลือกตรึงราคาสินค้าวันนี้ ก็จะไปสร้างปัญหาเงินเฟ้อในอีก 4 เดือนข้างหน้าอยู่ดี

ราคาสินค้า"ยิ่งแก้ยิ่งแพง"

 

เรื่องนี้ รมว.คลังเงา ของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ในอีกหลายเดือนข้างหน้าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต้องขึ้นอีกแน่นอน ในขณะนี้ตลาดแรงงานมีคนว่างงานน้อย ราคาสินค้าสูง และรัฐบาลมีนโยบายอัดฉีดด้วยงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง โดยปกติในสถานการณ์อย่างนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

แต่รัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ ธปท.ทำเช่นนั้น เพราะตระหนักว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ชอบดอกเบี้ยแพง พูดง่ายๆ คือ จะเอาแต่ได้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือของจะแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ก็ต้องคอยดู ที่ผมขอแนะนำเลยก็คือ เมื่อแนวโน้มโอกาสเป็นเช่นนั้น ทุกครัวเรือนต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สุดท้ายรัฐบาลยังแถมด้วยการประกาศนโยบายเงินบาทอ่อนอีกต่างหาก ซึ่งอาจช่วยผู้ส่งออก แต่เมื่อค่าเงินในกระเป๋าคนไทยลดลง ผลก็คือแพงขึ้นอีก

แหล่งข่าวจากมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า จิตวิทยามีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนมาก หากคนรู้สึกไม่มั่งคงก็จะออมมากขึ้นลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัวลงเช่นกัน ขณะนี้การส่งออกของไทยก็ยังดูไม่ดี เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐและอียู ที่เป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญ ก็ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงยากที่จะดันให้การส่งออกสูงเหมือนเดิม

นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ที่มีการลงทุนในขณะนี้คือการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็กลับมาผลิตได้เหมือนเดิม ดังนั้นแรงส่งให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีในปีนี้ มีเพียงการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ และการที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ก็อาจจะช่วยให้การบริโภคดีขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงหากเงินไหลออก จะหวังเงินทุนไหลเข้าที่ไม่ได้มาลงทุนทางตรงกระตุกเศรษฐกิจจึงยาก

หลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและนอกประเทศชี้ว่าในปีนี้ขยายตัว 4.5-6.5% อาจจะต้องเปลี่ยนใจ หากดูท่าทางตัวเลขเงินเฟ้อยังไม่หยุดเป็นขาขึ้น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจอาจจะไม่แจ่มแจ๋วตามที่รัฐบาลอยากเห็น

อย่างไรก็ดี ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า หากดูฐานตลอดทั้งปี ธปท.ยังประเมินว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 0.53% ได้ โดยด้านสูงยังอยู่ที่ 3% ซึ่งในระยะต่อไปอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะทยอยขยับขึ้นเล็กน้อย เพื่อดูแลระดับอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้

ส่วนในกรณีเลวร้ายก็มีความเสี่ยงเช่นกันว่า เงินเฟ้ออาจจะเกินกรอบเป้าหมาย ซึ่ง ธปท.ติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด แต่ในเดือน พ.ค. ได้ประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 2.5% แต่หากพิจารณาเป็นรายไตรมาส กลับพบว่าในกรณีเลวร้าย คือ มีปัจจัยมากระทบเงินเฟ้อมากขึ้น อาทิ ราคาน้ำมันสูงขึ้น ฯลฯ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เงินเฟ้อพื้นฐานอาจมีโอกาสสูงขึ้นไปที่ระดับ 3-4.5% ได้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ที่ 0.5-3% ได้

หากวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ไม่เอื้อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของแพงได้ง่าย เพราะทำด้านหนึ่งก็จะไปกระทบอีกด้านหนึ่ง เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้วิธีการประชานิยมเข้มข้นต่อไป เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะดึงจิตวิทยามวลชนให้กลับมาใช้จ่ายบริโภคต่อไปได้ ส่วนปัญหาด้านงบประมาณหรือก่อหนี้เพิ่มนั้น รัฐบาลจะไปหาทางออกอื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการขอเงินทุนสำรองทางการของ ธปท.ออกมาใช้ลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์