
พรบ.ความมั่นคง ตัวช่วย ยืดอายุรัฐบาล
8...ทีมข่าวการเมือง
การงัด พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 1123 มี.ค. มาดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และ 21 อำเภอของ 6 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา ควบคู่กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 18 ฉบับตามติ ครม.วานนี้
พร้อมกับการเลื่อนกำหนดการเดินทางไปเยือนออสเตรเลียของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมอบหมายให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ นับเป็นอีกสัญญาณ
“เอาจริง” ของรัฐบาลกับการรับมือการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ของกลุ่มเสื้อแดง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ท่ามกลางกลิ่น
“วินาศกรรม” ที่นายกฯ ออกมายอมรับในข้อมูลการข่าวของรัฐบาลว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงในช่วงการชุมนุมครั้งนี้ สอดรับกับเหตุระเบิดธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม ไปจนถึง คลิปวิดีโอของ เคทอง กับการพูดถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ไปจนถึงการขโมยอาวุธในคลังแสงค่ายทหาร จ.พัทลุงแม้แต่ที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ยังวิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงว่าจะมีเหตุระเบิดรุนแรงกลางกรุง 2 จุดใหญ่ๆ พร้อมกับระเบิดดาวกระจายตามสถานที่ต่างๆ ตรงกับหน่วยงานที่หลายๆ ฝ่ายประเมินว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น
จนหลายหน่วยงานประเมินสถานการณ์ความไม่ปกติ พร้อมออกมาตรการรับมือ เผื่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา กับการเพิ่มความเข้มงวดรักษาความปลอดภัย และจัดเก็บเอกสารสำคัญเพื่อป้องกันความเสียหาย บานปลายไปถึงข่าวลือเรื่องการให้เบิกถอนเงินสดออกจากธนาคาร ให้ขายหุ้น และซื้อของกักตุน
จึงไม่แปลกที่ภายหลังการประเมินสถานการณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ต้องมีมติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลพยายามออกมาส่งสัญญาณว่าจะพยายามใช้ช่องทางตามกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายจราจร กฎหมายการชุมนุม แต่ดูจะไม่สามารถรับมือกับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้
ประเมินแล้วการชุมนุมครั้งนี้ถือเป็น
“เดิมพัน” ครั้งใหญ่ ที่มีผลชี้เป็นชี้ตายและส่งผลถึงอนาคตของทั้งสองฝ่าย คนเสื้อแดง และ รัฐบาล ทำให้เสื้อแดงเองก็ต้องเดินเกมรุกเคลื่อนไหวสู่เป้าหมาย ขณะที่รัฐบาลเองต้องหาทางตั้งรับไม่ให้เสียทีเพลี่ยงพล้ำจนต้องตกเป็นจำเลยของสังคมยิ่ง
“ยุทธศาสตร์” สำคัญของกลุ่มเสื้อแดง กับการอาศัยพลังมวลชน เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ทั้งการไปปิดล้อมค่ายทหารคุมกำลัง อาทิ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จ.ปราจีนบุรี กรมทหารราบ 21 รักษาพระองค์ จ.ชลบุรี กรมทหารราบ 31 จ.ลพบุรี กองพล 9 กาญจนบุรี เพื่อยั่วยุให้รัฐบาลใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุม ฉุดให้สถานะของรัฐบาลตกเป็นจำเลยของสังคมตามคำยืนยันถึงยุทธศาสตร์จาก จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง ว่า
“ใจเราต้องเหนือกว่า ต้องนิ่งกว่า ต้องเดินเข้าไปยังผู้ถืออาวุธเชิญให้เขาลงมือ คือคุณอย่าแอบลงมือกับเรา ลงมือตอนที่เราแข็งแรง คือ เอาหัวใจเข้าไปแลก ลั่นกระสุนใส่ประชาชนเมื่อไหร่ก็จบทันที”แม้ที่ผ่านมา
“เสื้อแดง” จะยืนยันในทิศทางการเคลื่อนไหวแบบสันติ ไร้ความรุนแรง แต่ภาพการเคลื่อนไหวในอดีตของกลุ่มเสื้อแดงช่วงเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว กับเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งที่กระทรวงมหาดไทย ถนนเพชรบุรีซอย 7 และย่านดินแดงยังคงเป็นที่หวาดระแวงว่าอาจจะเกิดขึ้นอีกการงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขึ้นมาใช้ในช่วง 13 วันอันตราย เปิดทางให้กองทัพเข้ามามีส่วนในการดูแลสถานการณ์ความสงบจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยง แม้จะมีข่าวคราวเรื่องความไม่เป็นเอกภาพระหว่างกองทัพและรัฐบาล จากชนวนเรื่องจีที 200 แต่ประเมินแล้วคงดีกว่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์แต่เพียงลำพัง
ที่สำคัญ ความคล่องตัวในการบัญชาการปรับแผน
“รับมือ” สถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็วในการตัดสินใจ การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพิ่มความคล่องตัวให้รัฐบาลโดยไม่ต้องติดขัดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ ที่อาจจะทำให้การตัดสินใจสั่งการเป็นไปได้ช้ากว่าเหตุการณ์ที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้โดยเฉพาะการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ที่เสื้อแดงประกาศตั้งเป้าจะระดมคนเสื้อแดงให้ได้ 1 ล้านคน หรือจากที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่าจะมีผู้ชุมนุมหลายแสนคน ทำให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐต้องระดมเจ้าหน้าที่รวมกว่า 5 หมื่นคน ทั้งเจ้าหน้าที่ 3 หมื่นนาย และเจ้าหน้าที่ปกครองประมาณ 2 หมื่นนาย
นอกจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แล้ว งานนี้ทุกฝ่ายจึงพร้อมใจกันระแวดระวังความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น อันจะสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงเสถียรภาพและอนาคตของรัฐบาล อย่าง กระทรวงมหาดไทย ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย ที่งัด พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 กับการเซตทีมอาสาสมัครภาคประชาชนมาช่วยสอดส่องเฝ้าระวังสถานการณ์ในแต่ละชุมชน
นับเป็นส่วนสำคัญกับการดึงภาคประชาชนมาเป็นหูเป็นตา ป้องกันความรุนแรง หรือเหตุร้ายๆ ต่างๆ ที่คาดกันว่าจะมีบางฝ่ายพยายามทำให้เกิดความรุนแรงเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง
โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง บรรดา
“สส.สก.สข.” ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่างพร้อมใจกันออกมาช่วย สอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐบาลอีกแรง นอกเหนือจากการประสานงานดูแลการชุมนุมผ่านกลไก กทม.ที่มีคุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. มาช่วยประสานงานผ่านกลไกผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตควบคู่กับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รัฐบาลยังอาศัยสื่อของรัฐในการเผยแพร่ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ตั้งแต่วานนี้ หวังทำความเข้าใจกับประชาชนที่ถูกสื่อวิทยุชุมชนบางสถานีพยายามปลุกระดมให้ออกมาชุมนุมใหญ่ในช่วงนี้
ที่สำคัญแค่ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่รัฐบาลงัดมารับมือกลุ่มผู้ชุมนุมเที่ยวนี้ ยังไม่ใช่ทีเด็ดของรัฐบาล เมื่อยังมี ไพ่ตายเป็น
“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” อยู่ในมือ ไว้ประกาศใช้หากสถานการณ์รุมเร้าหนัก หรือ ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แม้ขณะนี้ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ออกมายืนยันว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่สุกงอมถึงขั้นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทว่าฝ่ายเสื้อแดงเองก็ยังเดินหน้าเคลื่อนไหว พร้อมหยิบเรื่องความชอบธรรมในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิการชุมนุม ขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาล ส่วนผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ช่วงนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะไม่ได้ผลมั่นใจได้ 100% แต่อย่างน้อยก็สามารถสกัดความรุนแรง ให้รัฐบาลได้มีเวลาหายใจหายคอระดับหนึ่ง







