
ว่าด้วยเรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เมื่อพูดถึงเรื่องความตกลงทางการค้า สินค้าของอาเซียน หรือ อาติกา (ATIGA : ASEAN Trade in Goods) ว่าเป็นสาขาหนึ่งที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ก็เห็นว่าครั้งนี้น่าจะขยายความให้มากขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มากนัก
อาเซียนนั้นรวมตัวก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปี 2510 โดยมุ่งเน้นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเมืองของภูมิภาค ระยะต่อมาอีกเกือบ 10 ปี จึงได้หันมาให้ความสำคัญในการร่วมมือด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีการลงนามปฏิญญาความสมานฉันท์แห่งอาเซียน (Declaration of ASEAN Concord) เมื่อปี 2519
แต่การร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะแรก ซึ่งมีทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและการค้า ไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทางด้านอุตสาหกรรมซึ่งมีโครงการร่วมลงทุน และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ประกอบ/สนับสนุนกัน แต่ก็มีปัญหาทั้งด้านเงินทุน และเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ของภาครัฐต่อโครงการต่างๆ ของอาเซียน ส่วนการลดภาษีศุลกากรนำเข้าของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ให้แก่กัน หรือที่เรียกว่า PTA (Preferential Trading Arrangements) ก็เป็นการลดภาษีสินค้าที่อาเซียนไม่มีการค้าระหว่างกัน เช่น ม้ามีชีวิต เป็นต้น ทำให้การค้าระหว่างอาเซียนด้วยกันเองไม่ขยายตัว ดังจะเห็นได้ว่าคู่ค้ารายใหญ่ๆ ของไทยในช่วงก่อนปี 2535 จะเป็น ญี่ปุ่น สหรัฐ และประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ไม่ใช่อาเซียนด้วยกัน
จนถึงปี 2535 จึงได้มีการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียนขึ้น เป็นที่รู้จักกันในนามอาฟตา (AFTA : ASEAN Free Trade Agreement) มีการกำหนดรูปแบบและวิธีการลดภาษีศุลกากรนำเข้าระหว่างกันที่ชัดเจน รวมถึงการให้เวลาที่ยาวนานกว่าในการลดภาษีศุลกากรลงเป็นขั้นๆ สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว สหภาพพม่า และเวียดนาม และการกำหนดหลักการในการให้แต้มต่อกับประเทศเหล่านี้ด้วย ซึ่งการดำเนินการลดภาษีศุลกากรนำเข้าในครั้งนี้ค่อนข้างจะมีความคืบหน้าไปได้ดี แต่การดำเนินการในเรื่องอื่นๆ เช่น การเปิดตลาดบริการ (เช่นธนาคาร ประกันภัย วิชาชีพ โรงพยาบาล ท่องเที่ยว ฯลฯ) ซึ่งเริ่มจากการใช้วิธีเจรจาแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนยังมีความคืบหน้าน้อย เนื่องจากระดับการพัฒนาทางภาคบริการที่แตกต่างกัน เช่น สิงคโปร์ มีความก้าวหน้าทางด้านบริการมากและต้องการเปิดเสรีมาก ขณะที่บางประเทศสมาชิก เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ยังไม่ต้องการให้เรื่องนี้มีความคืบหน้ามากนัก นอกจากนี้ระบบการแก้ปัญหากรณีสมาชิกไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ ยังคงเป็นวิธีที่เรียกว่า
“วิธีการของอาเซียน” (ASEAN WAY) กล่าวคือ ยังไม่มีการฟ้องร้อง ตัดสินและให้ประเทศผู้เสียหายตอบโต้ได้ แต่เป็นความพยายามในการเจรจาระหว่างกันเท่านั้นอย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากการเปิดเสรีในภูมิภาคต่างๆ และในโลกเช่น กลุ่มความร่วมมือที่เรียกว่าเอเปก (APEC : Asia Pacific Economic Cooperation) และองค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization) ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้อาเซียนต้องมีการปรับตัว และเร่งรัดการเปิดเสรีให้สมบูรณ์ และเร็วขึ้น จึงได้มีการประกาศปฏิญญาบาหลี เมื่อปี 2546 เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ภายใน 20 ปี หรือปี 2563 ซึ่งต่อมาก็ได้เร่งรัดเป้าหมายนี้ให้เร็วขึ้นเป็น 2558 หรือปี ค.ศ. 2015 ที่เราได้ยินกันเป็นประจำ โดยประชาคมอาเซียนปีนี้ เปลี่ยนสถานะจากสมาคม เป็นองค์การระหว่างประเทศเช่นเดียวกับ องค์การการค้าโลก หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และดำเนินงานโดยประกอบด้วยประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน
ในส่วนของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น ได้มีการจัดทำแบบพิมพ์เขียวขึ้นหรือที่เรียกว่า AEC Blueprint เพื่อกำหนด แผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินการต่างๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่จะเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี ค.ศ. 2015
พิมพ์เขียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประกอบไปด้วยเรื่องใหญ่ๆ 4 เรื่อง คือ
1.ให้มีการเคลื่อนย้ายทั้งสินค้าบริหาร การลงทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี รวมทั้งส่งเสริมให้มีตลาดเดียว และฐานการผลิตเดียว กล่าวคือ ให้มีการรวมกลุ่มสาขาการผลิต และการค้าที่สำคัญของอาเซียนให้เป็นรูปธรรม
2.ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านนโยบายที่จะช่วยให้อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้จะครอบคลุมเรื่องต่างๆ ไว้มาก ตั้งแต่เรื่อง นโยบายการแข่งขันของอาเซียน นโยบายภาษี ไปจนถึงการคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การเงิน การขนส่ง เทคโนโลยี และพลังงาน
3.ส่งเสริมให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจให้เสมอภาคกัน ลดช่องว่างทางการพัฒนาเศรษฐกิจลง
4.ส่งเสริมการบูรณาการเข้ากันกับเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการประสานนโยบายระหว่างอาเซียนด้วยกัน พยายามให้มีท่าทีร่วมกันในการเจรจากับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอาเซียน เช่น ในการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เช่น อินเดีย เป็นต้น รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายในด้านการผลิต จำหน่ายภายในอาเซียนให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก
ถ้ามองจากพิมพ์เขียวแล้ว แทบจะเป็นแค่ความเพ้อฝันของอาเซียน และไม่น่าจะบรรลุเป้าหมายได้ในปี 2558 จึงเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีภาคธุรกิจส่วนหนึ่งให้ความสนใจและติดตามประเมินผล ตลอดจนแสดงท่าทีให้รัฐทราบ แต่ก็มีอีกส่วนใหญ่ที่ยังไม่ให้ความสนใจ จนกระทั่งใกล้สิ้นปี 2552 ซึ่ง 1 ม.ค. 2553 ไทยจะมีภาษีศุลกากรนำเข้าจากสมาชิกอาเซียนเป็น 0% และเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ก็จะถึงปีเป้าหมาย นักธุรกิจหลายฝ่ายจึงเริ่มตระหนักว่า ความท้าทายนี้อาจจะบรรลุความสำเร็จได้ และธุรกิจของตนจะอยู่ตรงไหน ควรวางแผนอย่างไร เพราะดูแค่เรื่องแรกเรื่องเดียวที่ให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานฝีมืออย่างเสรีแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นักธุรกิจไทยคงต้องศึกษาในส่วนธุรกิจของตนให้ดีว่าจะปรับตัวอย่างไร เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย







