posttoday
"มศว" เผยผลวิจัยแท็บเล็ตฉีกสังคมเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล

"มศว" เผยผลวิจัยแท็บเล็ตฉีกสังคมเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล

12 พฤษภาคม 2555

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

นับตั้งแต่วันที่โครงการ “One Tablet PC Per Child” หรือโครงการแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 ทั่วประเทศของรัฐบาลชุดนี้ถูกประกาศได้ไม่นาน ทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านก็ดังขึ้นตามมา ในจำนวนนั้นได้เรียกร้องให้ภาควิชาการเข้ามาทำหน้าที่ศึกษาผลกระทบ หรือผลพวงจากโครงการนี้อย่างเร่งด่วน

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ราวเดือน ต.ค. 2554 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้ประกาศเริ่มงานวิจัยโครงการนำร่องภายใต้หัวข้อ “การประยุกต์และบูรณาการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาตามแนวนโยบายของรัฐบาล ระยะที่ 1” เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดี มศว ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการโครงการ ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้ติดตามผลของการใช้แท็บเล็ตในโรงเรียน 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนราชวินิต กรุงเทพมหานคร (กทม.) โรงเรียนอนุบาลลำปาง จ.ลำปาง โรงเรียนอนุบาลพังงา จ.พังงา โรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น และโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ฝ่ายประถม โดยใช้ระยะเวลาทดลองในชั้นเรียน 67 สัปดาห์ ในช่วงต้นเดือน ม.ค.มี.ค. โดยงานวิจัยได้ศึกษาทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยตรงและจากแบบทดสอบ การตรวจสุขภาพ วิธีการสังเกต สัมภาษณ์ รวมถึงศึกษาความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากนักเรียน ครูผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียนและตัวแทนท้องถิ่น

ข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาวิจัย พบว่าการใช้แท็บเล็ตส่งผลถึงนักเรียนทั้ง 2 ด้าน คือ พฤติกรรมและสุขภาพ

นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ผลกระทบในด้านพฤติกรรม พบว่าการเรียนรู้โดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางนั้น นักเรียนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการฝึกหัดและทำกิจกรรมที่หลากหลายจนพบความถนัดของตัวเอง แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านประสบการณ์เรื่องเทคโนโลยี การฝึกคิดหลายวิธี ความสร้างสรรค์ และนักเรียนเกิดความสนใจใฝ่รู้ นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้แท็บเล็ตอย่างรู้เท่าทัน นักเรียนชั้น ป.4 มีการเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดการ สร้างสรรค์ ประเมิน บูรณาการ มากกว่าเด็ก ป.1 โดยการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนยังมีความแตกต่างกันในแต่ละโรงเรียนอีกด้วย

"มศว" เผยผลวิจัยแท็บเล็ตฉีกสังคมเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล

 

“ในด้านการเรียนรู้ในห้องเรียน พบว่านักเรียนมีความสุข กระตือรือร้น สนใจเรียนมากขึ้น นักเรียนชั้น ป.4 เรียนรู้ได้เร็วกว่า ทั้งยังทำให้นักเรียนมีโอกาสได้พัฒนาทักษะและวินัยในเรื่องการดูแลและรับผิดชอบอุปกรณ์ พฤติกรรมและคุณภาพชีวิต แต่ไม่พบปัญหาด้านพฤติกรรมและคุณภาพชีวิต และไม่พบปัญหาเด็กติดเกม เนื่องจากระยะเวลาในการวิจัยยังไม่สามารถครอบคลุมถึงปัญหานี้” นพ.เฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าแท็บเล็ตมีผลต่อครูในด้านพฤติกรรมการสอน ครูต้องพึ่งความช่วยเหลือจากผู้ช่วยด้านเทคนิคในระหว่างการสอน มีภาระการเตรียมการสอน การดูแลและควบคุมชั้นเรียนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาผลกระทบต่อพฤติ กรรมของครูยังมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการวิจัยเช่นกัน เนื่องจากระยะเวลาในความสนใจ ความกระตือรือร้น อาจจะลดลงเมื่อแท็บเล็ตถูกใช้งานไปในระยะเวลาหนึ่ง เช่นเดียวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป

ขณะที่ทัศนคติของครูที่มีต่อแท็บเล็ต พบว่าแท็บเล็ตไม่ได้เป็นตัวแทนครู แท็บเล็ตเป็นสื่อทันสมัย ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น เป็นทางเลือกใหม่ในการใช้สื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งครูและนักเรียน ช่วยให้จัดกิจกรรมการเตรียมการสอนวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น แต่ครูมีภาระและต้องใช้เวลาในการเตรียมการสอนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ผลการศึกษาและติดตามผลของการใช้แท็บเล็ตในโรงเรียน ยังมีมุมมองและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเห็นว่าแท็บเล็ตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กรู้เท่าทันโลก และรองรับการก้าวเข้าสู่ประตูอาเซียน

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญยังเห็นว่าการใช้แท็บเล็ตไม่สามารถสอนในเรื่องจริยธรรมเพิ่มได้ และจะเกิดปัญหาขึ้นบนสื่อออนไลน์ อีกทั้งยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอลในการเอื้อประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งค้นคว้าข้อมูล

ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยครั้งนี้ ระบุว่า การแจกแท็บเล็ตควรวางแผนจัดการที่เหมาะสม และการเตรียมพร้อมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรมีระบบมาตรฐานเพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันปัญหาสื่อออนไลน์ ควรมีแหล่งค้นคว้าที่กระตุ้นความสนใจในการศึกษา ควรให้มีการพัฒนาครูให้รู้เท่าทันเทคโนโลยี และควรเร่งเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท

ขณะที่มุมมองจากผู้บริหารและครู มองว่า การให้นักเรียนเรียนรู้จากสื่อในแบบรายบุคคลพร้อมกันทั้งห้องทำได้ยาก เนื่องจากผู้เรียนมีความแตกต่างกัน และยังพบปัญหาในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ป.1 สื่อและแหล่งเรียนรู้ในแท็บเล็ตควรมีเพิ่มกว่าที่เป็นอยู่ และต้องดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และควรมีการพัฒนาแอพพลิเคชันเป็นภาษาไทยสำหรับเด็กบางกลุ่มที่ยังไม่พร้อม

สำหรับมุมมองของผู้ปกครอง ชุมชน ให้ความสำคัญในเรื่องความรับผิดชอบในกรณีแท็บเล็ตเสียหายหรือสูญหาย และเป็นห่วงเรื่องการดูแลเอาใจใส่ของผู้ปกครองที่ไม่เท่าเทียมกัน ความไม่พร้อมของเทคโนโลยีและเครือข่ายที่บ้านอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำได้

ข้อเสนอแนะที่ผู้ปกครองและชุมชนต้องการ คือ ต้องการให้เกิดการอบรมผู้ปกครองเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้และดูแลบุตรหลานได้ ไม่ควรให้นำกลับบ้าน จะเกิดปัญหาการดูแลและความปลอดภัย โรงเรียนควรมีผู้ช่วยด้านเทคนิคให้กับครูผู้สอน และต้องมีความพร้อมเรื่องเครือข่าย WiFi ในระดับชุมชน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ได้ข้อเสนอแนะรัฐบาลในเชิงนโยบาย ดังนี้ 1.ควรมีการจัดทำแผนแม่บทในการแจกแท็บเล็ต เพื่อให้ครอบคลุมถึงผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ตลอดจนผู้ปกครอง 2.ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาสาระให้ครบถ้วน ต้องทำให้นักเรียนมีความสนใจเพิ่มมากขึ้น และเกิดการเรียนรู้มากขึ้นกว่าการเรียนในหนังสือ

3.ต้องจัดหาบุคลากรเข้ามาช่วยครูทางเทคนิคในทุกๆ โรงเรียน อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 คน 4.ถ้ามีงบประมาณจำกัดและจำเป็นต้องเลือกแจกแท็บเล็ตนักเรียนในบางชั้น ซึ่ง มศว ได้ทำการศึกษา 2 ระดับชั้น คือ ป.1 และ ป.4 จึงสามารถบอกได้ว่าควรแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.4 ก่อนเด็ก ป.1

5.ถ้ามีงบประมาณจำกัดก็ไม่จำเป็นต้องแจกนักเรียนทุกคน โดยอาจจัดการเรียนแบบหมุนเวียนกันมาเรียน เปิดเป็นห้องเรียนแท็บเล็ตและจัดตารางเรียนให้ทุกคนได้มีโอกาสใช้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนมาก และสามารถนำงบประมาณที่เหลือมาพัฒนาครู จ้างช่างเทคนิค พัฒนาเนื้อหาสาระ และกระจายโอกาสทางการศึกษาสู่โรงเรียนอื่นๆ

นพ.ยุทธพงษ์ อิ่มสุวรรณ เลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แท็บเล็ตเปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อสายตาแน่นอน เพราะหากใช้ดูภาพเคลื่อนไหวหรือคอนเทนต์ลักษณะที่มี Interaction ตอบโต้กับเด็ก จะทำให้เด็กต้องติดตามดูตลอดเวลา ทำให้อัตราการกะพริบตามีความถี่น้อยลง ส่งผลให้มีอาการแสบตา ตาแห้ง หากปล่อยให้ตาแห้งนานๆ จะมีผลต่อเยื่อบุตา หากอาการหนักจะมีผลถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น

“คนปกติจะกะพริบตาทุกๆ 10-15 วินาที แต่ถ้าดูอะไรที่น่าสนใจก็จะกะพริบตาลดลง ฉะนั้นการใช้แท็บเล็ตจึงขึ้นอยู่กับว่าใส่คอนเทนต์อะไรเข้าไป ถ้าเป็นหนังสือเฉยๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นคอนเทนต์แอนิเมชันจะต้องมีช่วงให้เด็กพักชั่วโมงละ 15 นาที” นพ.ยุทธพงษ์ กล่าว

นพ.ยุทธพงษ์ กล่าวว่า สำหรับอาการสายตาสั้นอาจมาจากปัจจัยหลากหลาย ทั้งกรรมพันธุ์และสภาพแวดล้อมต่างๆ หากใช้สายตาในระยะใกล้ๆ เป็นเวลานานๆ โดยไม่ใช้สายตาระยะไกลเลย โอกาสที่จะสายตาสั้นก็มีมากขึ้น

“เด็กในชนบทสายตาสั้นน้อยกว่าเด็กในเมือง เพราะสภาพแวดล้อมเอื้อให้ใช้สายตาในระยะไกลมากกว่า ดังนั้นควรให้มีการใช้ชั่วโมงนอกห้องเรียนเพื่อใช้สายตาระยะไกล 3 ชั่วโมงต่อวัน” นพ.ยุทธพงษ์ กล่าว

ด้าน นันท์นภัส ศรีประเทศ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนราชวินิต กล่าวว่า ครูส่วนใหญ่มีความกังวลว่าจะใช้งานแท็บเล็ตอย่างไร เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยลอง และหากเครื่องมีปัญหาจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลมีความชัดเจน

“รัฐก็ต้องมีส่วนร่วมในการจัดการมากขึ้น รวมถึงผู้ปกครอง เพราะถ้านักเรียนนำแท็บเล็ตกลับบ้านได้ ผู้ปกครองต้องมีส่วนในการเรียนรู้ของเด็กด้วย เพราะถ้าให้ครูจัดการทั้งหมดอาจจะไม่ได้ผลคุ้มค่ากับการจัดซื้อแท็บเล็ต” นันท์นภัส กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท