posttoday
เหตุจากมาตรา 112 หรือ?

เหตุจากมาตรา 112 หรือ?

12 พฤษภาคม 2555

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

หลายวันมานี้ได้เห็นการเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือที่พวกเราอาจจะคุ้นกับคำว่า “อากง” มากกว่า ซึ่งอันที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ อากง นี้ก็มีกันอยู่เนืองๆ หรือบ่อยๆ แล้ว แต่ช่วงนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 ที่ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ ผบช.ก. ในขณะนั้นได้นำกำลังเข้าจับกุมอากง

ประเด็นหลักๆ ของเรื่อง หากจะรื้อฟื้นความทรงจำกันสักนิด คือ อากง หลังจากถูกจับตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ก็ได้มีการส่งฟ้องตามกระบวนการ จากนั้นศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษา หลังจากที่ได้มีการพิจารณาคดีแล้ว โดยย่อคือ

คดีอากงนี้ โจทก์ ซึ่งคือพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ฟ้องเป็นใจความโดยสรุปว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 9–22 พ.ค. 2553 นายอำพล ตั้งนพคุณ อายุ 61 ปี หรือจำเลยในคดีดังกล่าว ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่นพระเกียรติยศและหมิ่นประมาท ใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระราชินี จากนั้นนายอำพลได้ส่งข้อความดังกล่าวไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม

ถือว่าครบองค์ประกอบของการหมิ่นประมาทในทางอาญา เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 ประมวลกฎหมายอาญา ความว่า

“มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

แต่เป็นการกระทำต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้นจึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ความว่า

“มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

นายอำพลให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าในขณะเกิดเหตุได้นำโทรศัพท์มือถือไปซ่อมที่ร้านในห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล สาขาสำโรง และส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือไม่เป็น

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยอ้างว่านำโทรศัพท์ไปซ่อมนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนนำจำเลยไปยังห้าง ก็ปรากฏว่าชี้ร้านที่นำโทรศัพท์มือถือไปซ่อมไม่ได้ และที่อ้างว่าส่งข้อความไม่เป็น ก็ไม่มีน้ำหนักหักล้าง และยังเชื่อได้อีกว่าจำเลยเป็นเจ้าของโทรศัพท์และซิมการ์ดที่ใช้ก่อเหตุจริง

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือการที่ศาลได้อ้างถึงในส่วนของโจทก์ประมาณว่า แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบได้ตามฟ้องแต่เป็นการยากที่โจทก์จะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจำเลยก็ย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตน จึงใช้พยานแวดล้อมกรณีและสุดท้ายก็สรุปว่าจำเลยกระทำผิดจริง และได้พิพากษาลงโทษจำเลยเรียงกระทงความผิด เนื่องจากกระทำไปทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือ 4 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมทั้งสิ้นเป็น 20 ปี

อันที่จริงแล้วมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2) และ (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย แต่เราจะไม่ได้พูดถึงความผิดนี้ในที่นี้

หากเราจะลองพิจารณาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวต่างๆ นานา ในกรณีนี้เราคงจะมองได้หลายแง่หลายมุมและสามารถที่จะวิเคราะห์ได้อีกหลายเรื่อง แต่เอาเป็นว่าเราลองมามองดูประเด็นหลักๆ สัก 3 ประเด็นกัน

ประเด็นแรก ใกล้ชิดเหตุการณ์ หรือมุ่งโดยตรงต่อเรื่องที่เกิดขึ้นจากคดีที่สุด ก็คือในส่วนของคำพิพากษาของศาลอาญาด้วยความเคารพต่อศาล และท่านผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีทุกท่าน และขอเน้นย้ำตรงนี้ว่า ที่หลายๆ ฝ่าย หลายๆ คน ทั้งที่พูดแบบจะแจ้งหรือพูดแบบเสียดสีว่าศาลแตะต้องไม่ได้นั้น ไม่จริง ศาลวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้นั้น ไม่ใช่

หากแต่ว่าเมื่อเราจะวิพากษ์วิจารณ์ศาล ซึ่งถือเป็นองค์การที่เป็นผู้ดำรงความยุติธรรมให้แก่สังคม เราต้องกระทำอย่างสุภาพ และแบบที่อารยชนจะพึงกระทำต่อกัน

อันที่จริงการที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์หรือจะพูดถึงใคร ก็ควรจะทำอย่างดีๆ หน่อย พูดกันแบบบ้านๆ ก็ได้ แต่ต้องไม่ด่าทอหรือจาบจ้วง ว่าร้ายใช้คำหยาบ หรือกระทำโดยท่าทีความคิด หรือวาจาที่ก้าวร้าว

เหตุนี้เองประเทศต่างๆ ทั่วโลก จึงต่างก็มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นด้วยกันทั้งสิ้น เพราะไม่ต้องการให้คนใช้วาจาทำร้ายกัน

กลับมาที่ส่วนของศาลเช่นที่ว่าไป ด้วยความเคารพสารัตถะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ค่อนไปในทางที่ผู้คนจะกล่าวอ้างกันได้ว่า “พยานหลักฐานต่างๆ ยังไม่ทำให้สิ้นสงสัย” หรือภาษาอังกฤษบอกว่า ยังไม่ถึงขั้น “Beyond Reasonable Doubt” และถ้าหากเป็นเช่นนี้ โดยหลักแห่งกฎหมาย หรือ Rule of Law ซึ่งบางที่ก็แปลกันว่า หลักนิติธรรม หากการเป็นเช่นนี้จะเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้ ต้องปล่อยไป นี่เป็นส่วนหนึ่ง

ประเด็นที่สอง ทั้งผู้คนภายในประเทศ ภายนอกประเทศ ไม่รู้ว่ามีความประสงค์ดีประสงค์ร้าย เจตนาดีเจตนาร้ายอย่างไร อันนั้นก็แล้วแต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้น บรรดาท่านเหล่านี้มีปัญหากับมาตรา 112 แบบที่มองได้ยากว่ามีความหวังดีต่อผู้ที่เป็นฐานของการกระทำผิดตามมาตรา 112 ซึ่งหากประเด็นที่ 1 เกิดไปเปิดช่องเข้าอีก ประเด็นที่ 2 ก็จะปะทุขึ้น

ประเด็นที่สาม มาตรา 112 แม้ว่ากันตามตรง ก็คงจะต้องมีการแก้ไข แต่จะทำอย่างไรนั้นเรามาว่ากันในวาระต่อไป แต่การที่หลายๆ ฝ่ายได้มีการเสนอแก้ไขเท่าที่เห็นที่เป็นอยู่ ส่วนใหญ่หรือเกือบจะทั้งหมดจนถึงปัจจุบันนี้ มักจะค่อนไปในเรื่องทางการเมือง แม้หลายๆ ฝ่ายหลายๆ คนที่สนับสนุนเรื่องการแก้มาตรา 112 จะยืนยันว่าเปล่าก็ตามที

เมื่อเป็นเช่นนี้ประเด็นที่ 3 นี้ ก็จะไปเชื่อมกับประเด็นที่ 1 และ 2 ทำให้มาตรา 112 และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลกลายเป็นเรื่องทางการเมือง หรือการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง การนำเอาคนมาเป็นเหยื่อทางการเมือง

ประเทศชาติและประชาชนน่าเป็นห่วง ลองพิจารณาเรื่องนี้ดูแล้วคิดกันด้วยเหตุด้วยผลนะครับ เราจะช่วยกันอย่างไรให้สังคมไทยเราเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ในระดับที่ถือว่าเหมาะสมต่อการเป็นอารยประเทศดี

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์