
ทางสองแพร่ง
ผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและกรีซ นับเป็นเสียงสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าชาวยุโรปในเวลานี้รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และไม่เอาอะไร
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและกรีซ นับเป็นเสียงสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าชาวยุโรปในเวลานี้รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และไม่เอาอะไร
ในฝรั่งเศส ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ซึ่งชูนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจชนะ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ส่วนที่กรีซ 2 พรรคการเมืองใหญ่คือพรรคเอ็นดีและพรรคปาซก ซึ่งชูนโยบายรัดเข็มขัดตามที่ให้คำมั่นไว้กับสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ ก็ได้รับคะแนนน้อยกว่าคาด ส่วนพรรคที่ได้เสียงมากเป็นประวัติศาสตร์ก็เป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายที่มีนโยบายต่อต้านนโยบายการรัดเข็มขัดอย่างแข็งกร้าว
สรุปแล้ว ทั้งคนฝรั่งเศสและคนกรีซกำลังบอกว่าไม่เอานโยบายรัดเข็มขัดครับ เพราะนโยบายนี้จะทำให้ประชาชนและแรงงานได้รับผลกระทบอย่างเจ็บปวดกันถ้วนหน้า ถึงเวลาที่ยุโรปเดินมาถึงทางสองแพร่งครั้งสำคัญ ระหว่างทางหนึ่งคือการเดินหน้านโยบายประหยัด และอีกทางเลือกหนึ่งคือการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
แนวนโยบายการรัดเข็มขัดนั้น แน่นอนว่าจะทำให้ยุโรปกลับไปสู่สภาวะทางเศรษฐกิจในระดับปกติที่ระดับการขาดดุลงบประมาณของรัฐและระดับหนี้สาธารณะของชาติกลับมาอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยตามนโยบายที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาฉบับใหม่ของยุโรปได้กำหนดให้แต่ละชาติสมาชิกจะต้องมีระดับการขาดดุลงบประมาณของรัฐไม่เกินที่ 3%
แต่จะทำได้จริงหรือไม่นั้น ถือว่าเป็นอีกเรื่อง แต่แน่นอนที่สุดการตัดลดรายจ่ายของภาครัฐนั้น แม้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศกลับเข้ารูปเข้ารอยและสร้างความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง แต่การดำเนินนโยบายดังกล่าวก็จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากนโยบายการตัดลดสวัสดิการ ตลอดจนเงินเดือนและการลดจำนวนข้าราชการอีก
ในอีกด้านหนึ่ง การดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดก็ยังมีเป้าวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจอันย่ำแย่กระเทือนไปถึงกลุ่มเจ้าหนี้ของชาตินั้นๆ เช่นกรีซ ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงจากการล้มละลาย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงซึ่งอาจจะลุกลามใหญ่โตกลายเป็นวิกฤตการเงินในระดับภูมิภาคได้
พูดง่ายๆ การใช้นโยบายประหยัดนั้นถือเป็นการช่วยเหลือนายทุน แต่คนเสียภาษีเจ็บตัวหนัก
แล้วใครหน้าไหนจะชอบล่ะครับ
ผลการเลือกตั้งที่ออกมาทั้งในฝรั่งเศสและกรีซจึงสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ที่ประชาชนต้องการให้รัฐเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งประชาชนนั่นเองที่จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้ แต่ในทางกลับกัน หากรัฐเดินหน้ากระตุ้นต่อไปเรื่อยๆ ก็รังแต่จะพบความเสี่ยงกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
ยุโรปเจองานหินมากจริงๆ ที่การแก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ภายในปีหรือสองปี โดยสิ่งที่ยุโรปจำเป็นต้องกระทำก็คือ จะสร้างสมดุลระหว่างการประหยัดและการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร
เพราะประหยัดอย่างเดียวเศรษฐกิจก็ไม่มีทางโตแน่ แต่ถ้ายังมือเติบควักมากระตุ้นกันเลยเถิดอีก ปัญหาหนี้ก็จะพอกหางหมูไปเรื่อยๆ ครับ







