
'เดินหน้าประหยัด' VS 'ลุยกระตุ้น' อียูบนปากเหว กับทางเลือกที่ต้องรอด!
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ากระแสความต้องการของประชาชนทั่วภูมิภาคยุโรปในขณะนี้คือไม่ขอเดินตามแผนของสหภาพยุโรป (อียู)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ากระแสความต้องการของประชาชนทั่วภูมิภาคยุโรปในขณะนี้คือไม่ขอเดินตามแผนของสหภาพยุโรป (อียู)ที่จะแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะด้วยมาตรการรัดเข็มขัดอีกต่อไป
หลักฐานยืนยันก็คือคะแนนโหวตอย่างท่วมท้นเกินความคาดหมายของบรรดาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายต่อต้านแผนรัดเข็มขัด เช่น พรรคไซริซา ฝ่ายซ้ายในกรีซ หรือพรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส ซึ่งนโยบายไม่เอาแผนประหยัดมีผลทำให้ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ขึ้นแท่นนั่งตำแหน่งประธานาธิบดี
แม้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะก่อกระแสหวาดวิตกและสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของอียูจนถึงขั้นที่ตลาดหุ้น ราคาน้ำมัน หรือแม้กระทั่งเงินยูโรปักหัวดิ่งลงแบบฮวบฮาบเมื่อตอนเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์ที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา
แต่ในทางกลับกัน ก็นับเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่บรรดาผู้นำในกลุ่มอียูจะหวนกลับมาตั้งคำถามต่อแนวทางแก้ไขวิกฤตหนี้ที่ดำเนินมาตลอด พร้อมกับควานหาทางออกใหม่ๆ
เรียกได้ว่าเป็นโอกาสตั้งสติก่อนหาทางเดินไปข้างหน้าต่อ
ทว่า ก็ไม่ใช่ช่วงพักจังหวะผ่อนคลายหรือพักหายใจด้วยเช่นกัน
เพราะทางเลือกระหว่าง “แผนรัดเข็มขัด” กับ “กระตุ้นการเติบโต” ที่ภูมิภาคยุโรปหลงเหลืออยู่ในขณะนี้ล้วนเต็มไปด้วยโจทย์ปัญหาหนักหน่วงที่ตีไม่แตกมากมาย
สำหรับมาตรการรัดเข็มขัด แผนแสลงใจของคนทั่วยุโรป ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างที่ผู้นำอียูโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนีเชื่อมั่นแล้ว ยังทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของชาติสมาชิกที่นำแผนดังกล่าวไปใช้ ถดถอยซึมเซาอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงแผนรัดเข็มขัด เป้าหมายสูงสุดก็คือการหยุดก่อหนี้พร้อมกับหาทางลดปริมาณหนี้ของภาครัฐด้วยการสร้างวินัยในการใช้จ่าย ตลอดจนหาทางเพิ่มรายได้ ซึ่งมาตรการที่สนองตอบต่อการรัดเข็มขัดนี้มีตั้งแต่การขึ้นภาษี เช่น ภาษีรายได้ ภาษีการขาย การตัดลดสวัสดิการหรือค่ารักษาพยาบาล การปลดลูกจ้างพนักงาน การยืดระยะเวลาเกษียณ หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนกฎหมายการทำงานให้สะดวกต่อการจ้างงานหรือเลิกจ้างง่ายขึ้น
ผลลัพธ์จากสารพัดมาตรการรัดเข็มขัด กรีซเผชิญหน้ากับตัวเลขว่างงานที่พุ่งสูงกว่า 21% และการประท้วงผละงานรายวันจากสหภาพแรงงานต่างๆ โปรตุเกสต้องจำใจขายรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศ และเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะหดตัวถึง 3.4% ไอร์แลนด์เจอภาษีการขายสูงถึง 23% พนักงานโดนตัดลดค่าจ้าง 15% และตัวเลขว่างงานพุ่งเกือบ 15% สเปนเผชิญหน้ากับตัวเลขคนว่างงานที่สูงกว่า 25% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดใน 17 ชาติยูโรโซน ขณะที่เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย เช่นเดียวกับอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ที่เจอปัญหาคนว่างงานพุ่ง และเศรษฐกิจหดตัว
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า แผนรัดเข็มขัดทั้งหมด ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในยุโรปลำบากมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องตกงานแล้ว เงินช่วยเหลือจากรัฐก็ไม่มี แถมยังต้องจ่ายภาษีมากขึ้นอีก
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คน ตลอดจนบรรดานักการเมืองซึ่งสังกัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลที่จำต้องทำตามแผนรัดเข็มขัดหยิบยกชูประเด็นกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโต เพื่อให้คนมีงานทำและนำความมั่งคั่งเรืองรองให้หวนกลับคืนมาสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผลักดันให้ประเทศเติบโตก็ใช่ว่าจะลงมือทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
เพราะต้องไม่ลืมว่าบรรดาชาติสมาชิกอียูที่ผ่านมานั้นเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจชนิดที่แทบไม่ลืมหูลืมตา จนเมื่อรู้ตัวอีกทีปริมาณหนี้ก็ท่วมท้นเกินหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ หรือรายจ่ายมากกว่ารายรับก็ทับถมมากขึ้นทุกที จนหลายประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือกรีซ ต้องเดินหน้าขอเงินช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ต้องเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเนื่องจากผิดนัดชำระหนี้
ทั้งนี้ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่ง หรือกระทั่ง คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งยึดมั่นกับแผนรัดเข็มขัดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูจะออกมาผ่อนคลายท่าทีลงด้วยการกล่าวว่า ยุโรปควรมีมาตรการอื่นๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับแผนรัดเข็มขัด
แต่ปัญหาก็คือ จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็ต้องใช้เงิน แล้วคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบก็คือ เหล่ารัฐบาลในภูมิภาคยุโรปจะเอาเงินมาจากไหน ท่ามกลางสถานะการคลังของแต่ละประเทศที่อยู่ในสภาพถังแตก
จะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินเหมือนที่แล้วมาก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะหนทางดังกล่าวหมายถึงการสร้างหนี้ให้กับตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทางเลือกที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเห็นตรงกันว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดนัก เนื่องจากหนี้เก่ายังไม่มีปัญญาใช้คืน แล้วจะหาเหาใส่หัวสร้างหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเพื่ออะไร
หรือแม้จะตัดใจออกพันธบัตรรัฐบาลมาได้จริง ปัญหาที่ตามมาก็คือ ใครจะยอมมาซื้อ เพราะกระทั่งนักลงทุนที่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้สูงยังตระหนักดีว่า การซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลที่ยังไม่มีหนทางหาเงินใช้หนี้คืนแน่ชัดก็ไม่ต่างอะไรกับการถือมีดเชือดคอตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การมุ่งออกพันธบัตรภายใต้สถานการณ์หนี้ที่ยังวิกฤต ยังจะส่งผลให้รัฐบาลประเทศนั้นๆ ต้องใช้ยาแรงจูงใจนักลงทุน หรือก็คือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรให้แพงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นภาระหนักของรัฐบาลผู้ออกพันธบัตรเอง พร้อมๆ กับที่ส่งผลให้ชาติสมาชิกอื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วย
นอกจากนี้ การกระทำข้างต้นยังเป็นทางเลือกที่บรรดานักเก็งกำไรในตลาดไม่เอาด้วยแน่นอน เพราะหมดหนทางทำกำไร
ทั้งนี้ การที่เยอรมนี และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังคงดึงดันยึดมั่นต่อแผนรัดเข็มขัดอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังสืบเนื่องมาจากความเป็นจริงที่น่าเข็ดขยาดที่ว่า เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงที่สุดในภูมิภาค ไม่ต้องการเจ็บตัวปวดหัวแบกรับปัญหาหนี้ที่ตนเองไม่ได้ก่ออีกต่อไป
ดังนั้น จะ “รัดเข็มขัด” หรือจะ “กระตุ้นการเติบโต” จึงเป็นทางแพร่งที่เลือกได้ยากของอียู หนำซ้ำ ไม่ว่าเลือกทางใดก็เสี่ยงทำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของอียูแตกแยก
หรือหากอียูจะลงมือดำเนินการสองมาตรการ ควบคู่กันไป คือจะเอาทั้งประหยัด และเอาทั้งใช้จ่าย ปัญหาที่ตามมาและยังคงเป็นโจทย์ที่ตอบร่วมกันไม่ได้ก็คือ อียูจะทำอย่างไร
เพื่อให้อยู่รอดทั้งความเป็นอียู และความเป็นชาติของสมาชิก m







