
คลังศึกษาล้วงเงินทุนสำรองไปลงทุน
สศค.สนองนโยบาย‘กิตติรัตน์’เผยดึงไปปีละ5พันล้านเหรียญ
สศค.สนองนโยบาย‘กิตติรัตน์’เผยดึงไปปีละ5พันล้านเหรียญ
สศค. รับลูกศึกษาแนวทางดึงเงินในกองทุนสำรองที่มีจนล้นไปลงทุนต่างประเทศ เสนอกิตติรัตน์พิจารณาก่อนสิ้น พ.ค.นี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการนำสภาพคล่องในระบบส่วนที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับแนวความคิดของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ต้องการให้มีการนำสภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่ในกองทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากเกินไปนำไปลงทุนในต่างประเทศ
“เรื่องนี้เอง นายกิตติรัตน์ ก็ได้มีการส่งสัญญาณมาตลอดว่าปัจจุบันสภาพคล่องในระบบของประเทศไทยมีมากเกินไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี จึงจำเป็นที่ต้องหาแนวทางการระบายสภาพคล่องจำนวนมากออกไปบ้าง เช่น การลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบอีกครั้ง” นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีนโยบายที่สนับสนุนในเรื่องการขยายการลงทุนไปในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) การลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้ สศค. ได้มีการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งแนวทางการดำเนินการ ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ ปัญหา อุปสรรคต่างๆ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่มีความชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการนำเสนอให้นายกิตติรัตน์พิจารณาต่อไป ทั้งนี้มั่นใจว่ากระบวนการทุกอย่างจะมีความชัดเจนภายในเดือน พ.ค.นี้แน่นอน
ก่อนหน้านี้ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การสรรหาบุคคลเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น ต้องการบุคคลที่ประสานการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวยั่งยืน ซึ่งโจทย์ของตนมีเพียงข้อเดียว คือ ต้องการให้ประธานกรรมการคนใหม่เข้าดูแลเรื่องสภาพคล่องของ ธปท. ที่ก่อนหน้านั้นได้ทำหน้าที่ดูดซับสภาพคล่องจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นภาระต้นทุน จึงต้องการให้ปล่อยสภาพคล่องออกมาบ้าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถระดมจากสภาพคล่องที่มีอยู่มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำที่เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล
แหล่งข่าวจากกระทรวงการ คลัง เปิดเผยว่า วิธีการที่ สศค.ศึกษาคือนำเงินออมส่วนเกินที่ไปกองอยู่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดออกไปลงทุนปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐติดต่อกัน 10 ปี ประเทศจะได้มีรถไฟความเร็วสูงใช้ทั้งประเทศ ได้ท่าเรือน้ำลึกใหม่ ได้สนามบินที่ใหญ่ขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม ได้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมากขึ้น โดยไม่เป็นอันตรายต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีเหลืออยู่อีกกว่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ







