
3 ชุมชนเหยื่อเมษาเลือด ลั่น!พร้อมรับมือเสื้อแดง
8...ชลธิชา เหลิมทอง
การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วันที่ 1214 มี.ค.นี้ เป็นที่น่าจับตาว่าจะมีความรุนแรงซ้ำรอยเหตุการณ์
“สงกรานต์เลือด” เมื่อปีที่ผ่านมาหรือไม่ โดยเฉพาะใน 3 ชุมชนที่เคยได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนนางเลิ้ง ชุมชนเพชรบุรี ซอย 7 และ ชุมชนแฟลตดินแดง ที่ครั้งนี้พวกเขาจะไม่ยอมให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาดตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสามชุมชนได้นัดพบปะเพื่อวางมาตรการป้องกันตัวเอง รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานงานกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อนตบเท้าเข้าพบ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อซักซ้อมการรับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเน้นการป้องกันด้วยความสงบสันติ แต่หากถูกทำร้ายก็จะลุกขึ้นปกป้องชุมชนอย่างถึงที่สุด
จากบทเรียนที่เคยได้รับเมื่อครั้งเหตุการณ์เมษาทมิฬ ทำให้ นิภาภรณ์ แซ่โค้ว รองประธานชุมชนตลาดนางเลิ้งเตรียมการไว้ว่า ครั้งนี้จะประมาทไม่ได้ โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นจะให้คนในชุมชนดูแลเฝ้าระวังภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ขายในตลาดนางเลิ้งให้เก็บถังแก๊ส ถังดับเพลิง หรือวัตถุไวไฟต่างๆ ที่ผู้ไม่หวังดีอาจนำไปก่อเหตุเผาบ้านเผาเมืองอย่างที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จะให้คนในชุมชนทุกหลังคาเรือนเตรียมกล้องถ่ายรูปเพื่อบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานทั้งหมดว่ามีบุคคลใดเข้ามากระทำความรุนแรงในชุมชนบ้าง
“
ถ้าครั้งนี้เกิดความรุนแรงขึ้น ทางชุมชนจะเน้นการเก็บหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุให้ได้ให้มากที่สุด โดยมีการกำหนดจุดซ่อนตัวสำหรับถ่ายภาพตามมุมต่างๆ เพื่อให้มีภาพครบทุกมุมทุกด้าน” นิภาภรณ์ กล่าวอีกด้านหนึ่งยังมีกลุ่มวัยรุ่นในชุมชนที่รวมตัวกันเป็นอาสาสมัครดูแลตลาดนางเลิ้งในช่วงยามวิกาล โดยจะทำงานร่วมกับทหาร ตำรวจ และเทศกิจในพื้นที่ เชื่อว่าจากประสบการณ์ที่ชุมชนเคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาแล้ว จะทำให้สามารถรักษาชุมชนไว้ได้
“
พวกเราไม่ต้องการเห็นความรุนแรง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วยังเป็นภาพที่ติดตาอยู่ ภาพที่พวกคนเสื้อแดงเข้ามาทำลายตลาดของเรา มาทุบประตูบ้านข่มขู่ต่างๆ นานา เราไม่ต้องการให้เกิดภาพแบบนั้นอีก และขอร้องว่าอย่าทำแบบนั้น เพราะพวกเราไม่รู้เรื่องอะไรด้วย อยากจะบอกสั้นๆ ว่า ถ้าใครมาเผาบ้านเรา เราจะไม่มีทางยอมและจะป้องกันตัวเองจนถึงที่สุด โดยที่ไม่ทำร้ายใครก่อน” นิภาภรณ์ กล่าวอย่างจริงจังด้าน ภูบดินทร์ โชติเมตตรา คณะกรรมการชุมชนเพชรบุรี ซอย 7 กล่าวว่า ทางชุมชนไม่ได้วางมาตรการใดเป็นพิเศษ เพราะนับตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อปีที่แล้ว ชุมชนก็มีการเตรียมความพร้อมทุกครั้งที่คนเสื้อแดงประกาศชุมนุม โดยมีการกำหนดหน้าที่ชัดเจนว่าใครทำอะไรบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า
ภูบดินทร์ บอกว่า เบื้องต้นจะมีการเตรียมการคล้ายกับชุมชนนางเลิ้ง คือเก็บวัตถุไวไฟทุกชนิดไว้ในที่ปลอดภัย ที่สำคัญต้องรักษามัสยิดอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีใครบุกรุกทำลายได้ เพราะมัสยิดคือศูนย์รวมจิตใจของชุมชน โดยจะจัดเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครเข้ามาทุบทำลายบ้านเรือน ร้านค้า หรือขโมยของในชุมชนอีก
“
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ผมยังจำได้ว่าบ้านหลายหลังถูกทุบกระจกเข้าไปทำลายข้าวของและขโมยของ เหมือนการปล้นสะดม ทั้งที่พวกเราไม่รู้เรื่องด้วย และต้องการอยู่อย่างสันติ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่การเข้ามาทำร้ายเราแบบนั้น เราจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ ซึ่งตอนนั้นความสามัคคีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและยาวนานจนมาถึงวันนี้” ภูบดินทร์ กล่าวเช่นเดียวกับ นงค์ลักษณ์ นกต่อ แกนนำชุมชนแฟลตดินแดง เผยถึงมาตรการรับมือม็อบเสื้อแดงอย่างเป็นลำดับขั้นตอนว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะให้ชุมชนเตรียมรถเคลื่อนย้ายเด็กและคนชราไปในที่ปลอดภัยก่อน จากนั้นให้เก็บสิ่งของที่มีค่าเพื่อเตรียมอพยพเร่งด่วน โดยให้มีการแลกเบอร์โทรศัพท์ระหว่างเพื่อนบ้านและคนใกล้ชิดให้มากที่สุด เพื่อความสะดวกในการประสานงาน รวมทั้งเบอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ โดยเฉพาะสายด่วน กทม. 1555 และตำรวจ 191
นงค์ลักษณ์ บอกอีกว่า เหตุผลที่ชุมชนดินแดงต้องลุกขึ้นมาปกป้องคุ้มภัยตนเอง เพราะเป็นชุมชนใหญ่มีผู้อาศัยนับหมื่นๆ คน จึงรอความช่วยเหลือจากรัฐฝ่ายเดียวไม่ได้
“
ก็ได้หวังไว้ลึกๆ ว่าจะไม่เกิดความรุนแรง เพราะคนไทยด้วยกันไม่ว่าจะสีใดก็ควรจะคุยกันได้ พวกเราจะไม่หนีไปไหน เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ดังนั้นจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดและให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้” เป็นคำยืนยันจากแกนนำชุมชนแฟลตดินแดง






