
โลกสะท้านเมื่อ "ซ้าย" จะมาเอกภาพอียูสะเทือนแผนกู้หนี้สะดุด
แม้การเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะเป็นประเด็นการเมืองภายในของประเทศฝรั่งเศส
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
แม้การเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะเป็นประเด็นการเมืองภายในของประเทศฝรั่งเศส แต่ทั่วโลกโดยเฉพาะสำหรับบรรดาผู้นำในกลุ่มผู้ใช้สกุลเงินยูโรโซน ต่างอดตามติดอย่างใจจดใจจ่อต่อผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ได้
เนื่องจากใครก็ตามที่ก้าวเข้าสู่ประตูทำเนียบฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็น นิโกลาส์ ซาร์โกซี หรือฟรองซัวส์ ออลลองด์ คนคนนั้นก็คือบุคคลที่นอกจากจะกุมชะตากรรมปากท้องของประชาชนทั้งประเทศแล้ว ยังเป็นผู้ถือกุญแจไขอนาคตวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปอีกด้วย
ทั้งนี้ ประเด็นที่เหล่านักการเมือง นักวิเคราะห์ หรือนักลงทุนทั่วโลกค่อนข้างจะหนักใจและอดหวาดวิตกไม่ได้ก็คือ การรายงานข่าวของสื่อท้องถิ่นเมืองน้ำหอม ที่ประกาศคำรับรองอย่างเป็นทางการว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสก็คือ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้สมัครจากพรรคสังคมนิยม แทนที่จะเป็นประธานาธิบดีซาร์โกซี
เพราะแนวทางนิยมซ้ายของออลลองด์ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ สวนทางกับแนวทางของยูโรโซนโดยรวมอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งเมื่อการดีเบตเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ออลลองด์กล่าวแบบเสียงดังฟังชัดว่า จะขอเปิดฉากเจรจากับสมาชิกอียูทั้งหมดเพื่อรื้อแผนรัดเข็มขัด และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของนโยบายสหภาพการคลัง (Fiscal Pact) ก็ยิ่งกลายเป็นเหตุผลให้ผู้ที่เฝ้าตามติดเกิดอาการละเหี่ยใจขึ้นมาทันที
นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า แนวโน้มที่ออลลองด์จะเป็นผู้นำคนใหม่นั้นมีสูงมาก เนื่องจากช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผลงานรัฐบาลภายใต้การบริหารปกครองของซาร์โกซี ก็เพียงพอแล้วสำหรับประชาชน และกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้กับออลลองด์อย่างไม่ต้องสงสัย เหมือนเช่นประเทศอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง เช่น กรีซ สเปน ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรืออิตาลี
ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การตัดสินใจกำหนดนโยบายใดๆ เพื่อนำมาใช้ในการบริหารปกครองประเทศ นอกจากจะดำเนินตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งแล้ว แนวคิด ความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของพรรค หรือของบุคคลในตำแหน่งผู้นำประเทศ ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะมีแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไร
และสำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคยุโรป และเป็นรองก็เพียงแค่เยอรมนีอย่างฝรั่งเศส การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงย่อมส่งผลต่อแนวทางความร่วมมือกับประเทศต่างๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
โดยแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของฝรั่งเศสนี้ สามารถแบ่งแบบกว้างๆ ได้ 2 ฝ่าย ก็คือฝ่ายขวาอนุรักษนิยม ซึ่งเชื่อในระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างซาร์โกซี และฝ่ายซ้าย ซึ่งเชื่อในระบอบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมจุนเจือผู้มีรายได้น้อยอย่างออลลองด์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลกอดที่จะออกอาการขยาดผู้นำฝ่ายซ้ายอย่างออลลองด์ไม่ได้ นอกจากจะเป็นจุดยืนที่เจ้าตัวได้ประกาศอย่างชัดเจนในการหาเสียงแล้วว่า ไม่ขอสนับสนุนนโยบายหรือข้อตกลงใดๆ ของอียู แถมยังจะเดินหน้ารื้อแผนที่ซาร์โกซีบรรจงทำไว้ก่อนหน้านี้อย่างไม่ไยดีแล้ว
ออลลองด์ยังตอกย้ำอีกว่า ศัตรูทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสก็คือบรรดานายทุนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในวอลสตรีต หรือในตลาดลอนดอน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ลงความเห็นว่า ก่อนที่ออลลองด์จะตามเช็กบิลกับตลาดทุนนิยม ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำก่อนก็คือการเดินหน้าผลักดันนโยบายสังคมนิยมบำบัดความทุกข์ของประชาชนออกมาให้ได้เสียก่อน และเป็นนโยบายที่น่าจะอันตรายและส่งผลกระเทือนต่อประเทศในกลุ่มยูโรโซนทั้งหมด
นโยบายตามแนวสังคมนิยมของออลลองด์ไล่เรียงตั้งแต่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ยกเลิกแผนรัดเข็มขัด ตัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อจ้างงานบรรดาลูกจ้างรัฐที่โดนปลดออกทั้งหมด ก่อนตามด้วยการปรับอายุเกษียณงานจาก 62 ปี เป็น 60 ปีตามเดิม และการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐด้วยการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้มีการเติบโต
เรียกได้ว่า ท่ามกลางมาตรการรัดเข็มขัดที่เกือบทุกประเทศในภูมิภาคทำข้อตกลงอย่างชัดเจนและเดินหน้าปฏิบัติกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะ นโยบายของออลลองด์นับเป็นอันตรายที่จะจุดชนวนให้ความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวพังทลายไม่เป็นชิ้นดี
และส่งผลเลวร้ายหนักสุดถึงขั้นสั่นคลอนความเป็นเอกภาพของอียูที่ประเทศผู้นำอย่างเยอรมนีพยายามรักษามาโดยตลอด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้หลายประเทศจะไม่ค่อยชอบบทบาทผู้นำของเยอรมนีในอียูสักเท่าไรนัก แต่เพราะมีฝรั่งเศสเป็นคู่หูที่จับมือเดินไปด้วยกันตลอด ทำให้อียูสามารถฝ่าความขัดแย้งและบรรลุข้อตกลงหลายๆ อย่างร่วมกันมาได้โดยตลอดรอดฝั่ง
แต่เมื่อฝรั่งเศสไม่เล่นด้วยเสียแล้ว บทหนักก็ย่อมต้องตกอยู่กับเยอรมนีอย่างไม่ต้องสงสัย และค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่า ประเทศอื่นๆ ในอียูน่าจะเอาอย่างฝรั่ง เศส ปกป้องคนของตัวเองก่อน ซึ่งที่สุดสหภาพยุโรปย่อมจะเสียกระบวนไม่เหลือความเป็นสหภาพอีกต่อไป และปัญหาหนี้สาธารณะก็มีสิทธิดำดิ่งสู่วิกฤตอีกระลอก
นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุนโยบายที่กำหนดไว้ ออลลองด์ยังเดินหน้าหาเงินเข้ารัฐด้วยการรีดภาษีจากบรรดาผู้ที่มีรายได้เกิน 1 ล้านยูโรต่อปี (ราว 49 ล้านบาท) ซึ่งจากเดิมที่จะต้องเสียภาษีแค่ 45% แต่ภายใต้แนวทางของออลลองด์ คนเหล่านั้นจะต้องโดนภาษีแทบกระอักถึง 75% ก่อนที่จะเดินหน้าหาทางบังคับใช้ภาษีธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนเพิ่มภาษีภาคธนาคารเป็น 15% ซึ่งไม่ต่างกับการติดป้ายขับไล่นักลงทุนให้หนีหน้าห่างไกลจากฝรั่งเศสอีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสวิตกกับแนวคิดฝักใฝ่ซ้ายของฟรองซัวส์ ออลลองด์ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็ยังหวังว่า นโยบายต้านทุนนิยมของออลลองด์จะเป็นเพียงแค่เทคนิคที่นักการเมืองส่วนใหญ่ใช้เรียกคะแนนจากประชาชนเท่านั้น
หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ออลลองด์น่าจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อให้ฝรั่งเศส และตลอดจนสหภาพยุโรปทั้งหมดอยู่รอด







