
โลกในสายตาวิศวกร
โดย...ประมนต์ สธีวงศ์
โดย...ประมนต์ สธีวงศ์
เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว การเรียนวิศวกรรมเพื่อที่จะออกมาเป็นวิศวกรในประเทศไทยยังไม่แพร่หลาย อาชีพสำหรับวิศวกรมีไม่กี่แห่งที่จะหาเลี้ยงชีพได้ ส่วนใหญ่จะเป็นวิศวกรโยธา ทำราชการในกระทรวงคมนาคม กรมชลประทานบ้าง กระทรวงเกษตร และงานก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็เป็นวิศวกรไฟฟ้า ซึ่งหน่วยงานที่มีชื่อเสียงและเป็นที่มุ่งหมายของวิศวกรไฟฟ้ามากที่สุด คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
อุตสาหกรรมนานาชนิดที่มีความต้องการใช้วิศวกรด้านต่างๆ จำนวนมากเพิ่งจะเริ่มมีเกิดขึ้นในประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมให้มีการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และต่อมาต่อยอดเป็นสินค้าสำหรับส่งออก
ถ้าข้อมูลที่ผมมีถูกต้อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแห่งเดียวในขณะนั้นที่สอนและให้ปริญญาในระดับมหาวิทยาลัยสำหรับด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่มีวิทยาลัยเทคนิคหลายแห่งที่สอนวิชาช่างสาขาต่างๆ และให้ปริญญาในระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ดังนั้นในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยจึงผลิตวิศวกรออกมาในระดับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร ยิ่งถ้าเป็นการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์วิจัยด้วยแล้ว เราพัฒนาไปอย่างช้ามากๆ
ในสาขาวิทยาศาสตร์นั้นเห็นจะมีแต่ด้านแพทยศาสตร์เท่านั้น ที่ประเทศไทยมีจุดเด่น เพราะเรามีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงผลิตแพทย์ออกมาดูแลสุขภาพของประชากรได้ไม่น้อยหน้าใครๆ คณะแพทยศาสตร์จึงเป็นคณะวิชาที่คนเก่งๆ จะเลือกไปเรียนเป็นอันดับแรก ทำให้ไทยนำหน้าเพื่อนบ้านในทางการแพทย์ และเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในย่านนี้ไปแล้วในปัจจุบัน
ยุคนั้นอาชีพ “รับราชการ” ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือความมั่นคงเป็นอาชีพที่เกือบทุกคนใฝ่ฝัน
การรับราชการไม่แค่มีเกียรติแต่อย่างเดียว แต่ยังมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี ใครอยากเป็นใหญ่เป็นโต มีหน้ามีตา ไปไหนมาไหนมีคนกราบไหว้ก็ต้องรับราชการ
ด้วยเหตุนี้คนไทยที่ไปเรียนต่างประเทศโดยเฉพาะทางยุโรป ในยุคนั้นจึงมักจะเลือกเรียนด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือปรัชญาและสังคมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ เพราะเมื่อกลับมาสามารถเข้ารับราชการได้ทันที พรรคพวกร่วมรุ่นที่ไปเรียนรัฐศาสตร์จะพูดเสมอๆ ว่า “ไอ้พวกวิศวะหรือแพทย์อีกหน่อยก็ออกมาทำงานเป็นลูกน้องกูทั้งนั้น” เพราะระดับหัวหน้านายกองที่รับราชการนั้น จะเติบโตมาจากสายศิลปศาสตร์มากกว่าสายวิทยาศาสตร์
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
ปัจจุบันเหตุการณ์เปลี่ยนไป การรับราชการยังมีเกียรติ มีอำนาจ แต่ไม่ค่อยพอกิน ถ้าไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การประสบความสำเร็จในชีวิตและการยอมรับในสังคมไม่ใช่วัดเพียงมิติใดมิติหนึ่งเช่นอดีตอีกแล้ว
ประชาชนทุกหมู่เหล่าเริ่มมีเวทีที่จะแสดงออก แสดงความสามารถ แสดงความต้องการ และแสดงความเป็นเจ้าของประเทศมากขึ้นและทัดเทียมกัน
นี่เป็นทิศทางที่จะทำให้การพัฒนาประเทศไทยสู่ประชาธิปไตยโดยแท้จริง ประสบความสำเร็จและยั่งยืน
จะเหลือกลุ่มที่ล่าช้าและถ่วงความเจริญก็คือ นักการเมืองเต่าล้านปีที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น
หวังว่าการศึกษาโดยรวมทั่วๆ ไป จะเร่งสร้างคุณภาพประชากรถึงระดับที่ทำให้พวกนักการเมืองเลวๆ ไม่มีที่ยืนในสังคมในอนาคต
การเรียนวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์นั้นใช้สมองคนละด้าน
สมองมนุษย์แบ่งออกเป็นหลายส่วน ส่วนที่ใช้กลั่นกรองข้อมูลโดยอาศัย (Logic) หรือตรรกะนั้นอยู่ด้านซ้าย ส่วนที่ใช้จินตนาการสร้างสรรค์ความงดงาม ความอ่อนหวาน ละมุนละไมนั้นอยู่ซีกด้านขวา
ผู้เชี่ยวชาญทางมนุษยวิทยาบอกว่า คนเรามักจะเก่งด้านใดด้านหนึ่ง การจะหาคนเก่งทั้งสองด้านพร้อมๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่ค่อยสันทัดทางด้านวรรณกรรมหรือกวีต่างๆ ในทางตรงกันข้าม พวกศิลปินมักไม่เก่งทางด้านคำนวณและตรรกะ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกนักวิทยาศาสตร์จะไม่ชอบศิลปกรรม หรือศิลปินจะไม่ชอบวิทยาศาสตร์ ความชอบหรือชื่นชมผลงานของทั้งสองศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่ม เพียงแต่ความสามารถในการที่จะสร้างหรือเนรมิตผลงานแตกต่างกันเท่านั้น
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติที่พอมีข้อมูลน่าเชื่อถือและพิสูจน์ได้ เห็นจะมี ลีโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo de Vinci) อัจฉริยะของโลกเท่านั้น ที่มีความสามารถพิเศษที่เก่งทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน เขาเป็นผู้วาดภาพอันลือชื่อ โมนาลิซา และเป็นผู้เขียนภาพร่างกายของมนุษย์ที่สะท้อนสาระสำคัญทางวิทยาศาสตร์ อันมีชื่อเสียงคือ วิทูเรียน แมน (Vitrurien Man) ภาพมนุษย์ยืนกางแขนที่เราเห็นในเอกสารประวัติศาสตร์วิชาการเสมอๆ
ที่สาธยายมายืดยาวนี้ มิใช่ปฐมเหตุในการตัดสินใจเรียนวิศวกรรมศาสตร์ของผมแต่อย่างไร สิ่งเหล่านี้มาเรียนรู้ภายหลังจากที่ได้ทำงานไปแล้วระยะหนึ่ง แต่ที่พอสรุปได้ว่าประโยชน์ของการเรียนวิชาวิศวกรรมนั้น ทำให้ผมคิดอย่างมีระบบ คิดอย่างมีเหตุและผล คิดโดยอาศัยตรรกะและอธิบายได้ คุณสมบัตินี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั่วๆ ไป ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะการบริหารการจัดการของชีวิตประจำวันของเรา การรับรู้และแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหน้าที่การงานก็ดี ครอบครัวก็ดี ควรอาศัยความรู้ มองปัญหาและทางออกทุกมุมมองและรอบคอบ แล้วจึงตัดสินใจ
ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ไหนก็ตาม สอนให้คนรู้จักคิด รู้จักไตร่ตรองด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่บางศาสตร์เน้นขบวนการที่เป็นระบบและมีการฝึกปรือจนฝังติดเป็นนิสัยเท่านั้น







