
กะเหรี่ยงฯร้องศาลปค.จนท.อุทยานเผาบ้าน
“กะเหรี่ยงแก่งกระจาน”ร้องศาลปกครอง จนท.อุทยานเผาบ้าน เรียกค่าเสียหาย 9 ล้าน ปู่โคอิ วัย 101 ปี มาเอง ยันเจ้าหน้าที่จับ เผาจริง
“กะเหรี่ยงแก่งกระจาน”ร้องศาลปกครอง จนท.อุทยานเผาบ้าน เรียกค่าเสียหาย 9 ล้าน ปู่โคอิ วัย 101 ปี มาเอง ยันเจ้าหน้าที่จับ เผาจริง
เมื่อเวลา 13.30น. ที่ศาลปกครองกลาง นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ พร้อมด้วย นายโคอิ หรือ “ปู่คออี้” มีมิ อายุ 101 ปี ชาวกะเหรี่ยงดังเดิมในป่าพื้นที่แก่งกระจาน(ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณแห่งป่าแก่งกระจาน) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย นายแจ พุกาด นายหมี หรือคิตา ต้นน้ำเพชร นายบุญชู พุกาด นายเกื้อ พุกาด นายดูอู้ จีโบ้ง ที่ถูกละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รื้อทำลาย เผาบ้าน ยุ้งฉาง ทรัพย์สิน และขับไล่ออกจากพื้นที่ที่อาศัยภายในป่าแก่งกระจานที่ได้อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จึงได้ร่วมกันยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเรียกค่าเสียหายและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ชาวบ้านมีสิทธิสามารถกลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ได้ตามเดิม
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การฟ้องครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5-9 พ.ค.2554 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานได้เข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์ของนายโคอิ และชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยงบริเวณต.ห้วยแม่เพียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กว่า 20 ครอบครัว จนได้รับความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีบ้านพักอาศัย และยุ้งฉางถูกเผาไปกว่า 100หลังคาเรือน ตามโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน จับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทยพม่า ทั้งที่นายโคอิ และชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดในพื้นที่ได้ตั้งรกรากบนพื้นที่บริเวณลำห้วยเหนือแม่น้ำบางกลอย ที่บ้านบางกลอยบน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน มาเป็นระยะเวลากว่า 100ปี หลายชั่วอายุคน ประกอบอาชีพทำไร่หมุนเวียนแบบพอเพียง
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นนายโคอิ กับพวกรวม 6คน จึงได้ยื่นร้องศาลปกครองขอให้มีคำสั่ง ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ในฐานะของผู้ดูแลหน่วยงาน และนายชัยวัฒน์ เนื่องจากไม่ไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ขัดต่อหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มาตรา 22 แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ เป็นการใช้อำนาจปกครองที่ขัดต่อหลักกฎหมายปกครอง ที่เลือกวิธีเผาทำลายบ้านและทรัพย์สินของชาวบ้านไม่ใช่มาตรการที่มีความรุนแรงน้อยที่สุดแต่อย่างใด จึงไม่เป็นไปตามมติครม.เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2553 เรื่องนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกระเหรี่ยงที่เป็นคนในท้องถิ่นเดิม ก่อนจะมีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่าการกระทำของนายชัยวัฒน์จึงเป็นการละเมิดสิทธิของทั้ง 6 คน ทำให้สูญเสียพื้นที่ทำกิน วิถีชีวิต ทรัพย์สิน และการดำรงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศักยภาพในการสืบทอดวัฒนธรรม จึงขอให้ผู้ถูกร้องทั้งหมด ร่วมกันจ่ายค่าชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 9,533,090บาท และขอสิทธิกลับเข้าไปอาศัยในพื้นที่เช่นเดิม เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องนี้ต่อไป
“ผมได้ทราบมาด้วยว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 จังหวัดภาคตะวันตก 5 เครือข่าย ประกอบด้วยเครือข่ายพิทักษ์รักป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชมรมอนุรักษ์เมืองกาญจนบุรี เครือข่ายประชาสังคมราชบุรี เครือข่ายประชาคมราชบุรี ร่วมกันร้องทุกข์กล่าวโทษนายชัยวัฒน์ ที่ได้มีคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดกฎหมาย รื้อทำลายเผาบ้าน ต่อผบช.ภ.7 เพื่อเอาผิดกับนายชัยวัฒน์ จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเครือข่ายอนุรักษ์ป่า แต่กลับมาฟ้องร้องฝ่ายที่ดำเนินการกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำลายป่า”นายสุรพงษ์กล่าว
ด้านนายโคอิได้เล่าว่า เหตุการณ์ในวันที่ถูกเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯมาจับกุมนั้น ตนไม่เห็นเหตุการณ์เนื่องจากตาเป็นต้อกระจก แต่จำได้ว่ามีการพาลงมาจากบ้านเพื่อเดินไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่จอดอยู่เพื่อมาด้านนอกป่า และหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงไฟไหม้บ้านทันที และคนอื่นๆก็ยืนยัน ว่ามีเจ้าหน้าที่จำนวน 14 นายพร้อมอาวุธเข้าไปจับกุมชาวบ้านและรื้อถอนทำลายบ้านเรือน







