
สุเมธแนะแก้รธน.ยึดสายกลาง
“สุเมธ” แนะแก้รัฐธรรมนูญควรเดินตามสายกลางทางการเมือง ตั้งอยู่บนความพอดี ย้ำประเทศจะยั่งยืนได้ ต้องพัฒนาการเมืองควบคู่ไปด้วย ชี้ควรพัฒนาประเทศตามแนวทางของในหลวง
“สุเมธ” แนะแก้รัฐธรรมนูญควรเดินตามสายกลางทางการเมือง ตั้งอยู่บนความพอดี ย้ำประเทศจะยั่งยืนได้ ต้องพัฒนาการเมืองควบคู่ไปด้วย ชี้ควรพัฒนาประเทศตามแนวทางของในหลวง
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จัดอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 3 โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บรรยายพิเศษหัวข้อ”ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับความเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปปรับใช้ได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการเมือง แต่ตนเห็นว่าประเทศไทยเรานิยมยึดตามแนวคิดของต่างประเทศ เพราะตั้งแต่เริ่มชีวิตราชการมานั้นเห็นว่ากระบวนการพัฒนาประเทศไทยไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลยซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้หากพัฒนาประเทศที่เดินตามสไตล์ต่างประเทศก็จะทำให้ระบบกลายเป็นพันธุ์ผสม ไม่กลมกลืนและสอดคล้องกับโจทย์นั่นคือประเทศและประชาชน และสุดท้ายประเทศล้มเหลว ไม่ใช่ล้มตอนปีฟองสบู่แตก แต่ล้มมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ซึ่งสังคมกำลังเข้าสู่สภาวะที่น่าเป็นห่วง ยิ่งการเมืองไม่ต้องพูดถึงเพราะขนาดการประชุมสภาฯ ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่และจะต้องล้มลุกคลุกคลานอีก
เนื่องจากเราไม่เคยกำหนดอะไรที่สอดคล้องกับสภาพแท้จริงของประเทศเลย แม้หลายคนบอกว่าการพัฒนาต้องแบบสากล ซึ่งตนเห็นว่าเราจะแพ้คำนี้ตลอด ระบุกันเสมอว่ามาตรฐานเราต้องสากล คิดกันอยู่แต่แบบนี้ จนลืมข้อเท็จจริงไปข้อหนึ่งว่าอะไรที่เกิดขึ้นมันมีที่มาที่ไป ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาว่าทำไมถึงมีระบบการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเช่นนี้ เพราะประเทศอเมริกาฯ มีประชากรที่มาจากร้อยพ่อพันธุ์แม่ หลากหลายเชื้อชาติ เรียกว่าเป็นประเทศที่มีแต่สัญชาติ มาจากหลายถิ่นหลายฐาน แต่เมื่อถึงวันหนึ่งจะต้องปรองดองกัน ก็จะต้องดีไซน์ออกแบบให้ความเสมอภาคกลมกลืนเพื่อให้เกิดการยอมรับ เพราะฉะนั้นจึงมีการแบ่งซอยอำนาจจนยุ่งยากสับสน ซึ่งมันก็เหมาะสมเพราะประเทศอเมริกาเกิดมาแบบนั้น ส่วนประเทศอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น เพราะยึดหลักการปกครองตามประเพณี ส่วนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็มีการยัดเยียดอำนาจประชาธิปไตยแต่ก็ ไม่มีใครอยากได้ ต่างกับประเทศไทยที่หิวโหยประชาธิปไตย
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จึงมองว่าการกำหนดรูปแบบของแต่ละประเทศๆ ต้องดูที่มาที่ไปลักษณะความเป็นอยู่ จึงไม่แปลกใจที่ปี พ.ศ. 2524 ตนได้ถูกรับเลือกเข้ามาอยู่ที่สภาพัฒนาการเมือง สิ่งที่ได้รับบังคับบัญชาและถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญ จากผู้บังคับบัญชา ที่ระบุว่าเมื่อมาทำงานกับฉัน จะไปวางโครงการที่ใด ต้องให้ความเคารพกับคำว่าภูมิสังคม นั่นคือภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ดินน้ำลมไฟ ในเบื้องต้นก่อน ซึ่งทำไมต้องให้ความเคารพ เพราะเมื่อ ไปทำงานทางเหนือ มีภูเขา ภาคอีสาน มีที่ราบสูง ภาคกลาง มีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรืออู่ข้าวอู่น้ำ พอลงไปภาคใต้เจอดินพลุ ฉะนั้น คนทางเหนือคงไม่ตัดสินใจเหมือนคนทางใต้ อาจจะมีบ้างแต่ไม่เหมือนทุกอย่าง เนื่องจากค่านิยมไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นภูมิประเทศและภูมิสังคม ประชาชน จึงเป็นสองสิ่งที่มีความสำคัญมาก ดังนั้นระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองต้องออกแบบให้สอดคล้องกับภูมิสังคมและภูมิประเทศ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แบบประมาณตน ทั้งนี้ได้กล่าวถึงสาเหตุที่รัฐบาลทุกรัฐบาลวางโครงการนโยบายแล้วล้มเหลวเพราะ ส่วนใหญ่คิดโครงการไม่ใช้หลักภูมิสังคม ภูมิประเทศ และใช่ว่าการออกนโยบายมาหนึ่งอย่างแล้วจะสอดคล้องกับทุกสังคมนั่นเอง
ดร.สุเมธ กล่าวว่า หลักการของประชาธิปไตย เป็นอำนาจของประชาชนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหาร การปกครองต้องถือเสียงคนส่วนมากเป็นอำนาจสูงสุด ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพ และยึดหลักความเสมอภาค ทั้งหมดนี้คือหลักเบื้องต้น ฉะนั้น ประเทศไทยอย่าไปคลั่งว่าจะต้องเอารูปแบบใดๆ ของประเทศอื่นๆ มาใช้ เพราะคิดเช่นนั้นก็บ้าแล้ว ปลายทางเหมือนกัน แต่วิธีการเดินไม่เหมือนกัน ควรอยู่บนพื้นฐานความพอดี ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญ หากตั้งวัตถุประสงค์เพื่ออะไรบางอย่างตั้งแต่แรกก็จะจบตั้งแต่แรก แต่หากให้สิ่งต่างๆจะบังเกิดขึ้นได้ยั่งยืนต้องมีความพอดี อะไรที่สุดกู่ก็จะ อยู่ไม่ได้ แม้จะปรารถนากับเรื่องนั้นก็ตาม เพราะฉะนั้นเส้นทางสายกลางของการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากเกิดขึ้นได้ควรยึดหลักกติกากฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต้องตั้งอยู่บนความพอดี อย่าล้นจนเกินไป มีความเหมาะสมกับวิถีประชาชนไทย และมีมาตรฐานเดียวกันและมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
“เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ หากเปรียบดูธรรมชาติสร้างมนุษย์มาหลายล้านคนแต่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย น่ามหัศจรรย์ ยิ่งนัก แม้แต่ฝาแฝดหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน เมื่อแม่พิมพ์ไม่เหมือนกันข้างในจะเหมือนกันได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้คิดเหมือนกันได้ การเมืองก็เหมือนกัน ในประเทศไทยมีคนเกี่ยวข้องและใส่ใจการเมืองแค่คนยี่สิบล้านเท่านั้น ที่เหลืออีกสี่สิบล้านคนไม่สนใจหรอก แค่ยี่สิบสามสิบล้านการดีไซน์ให้ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้ กระบวนการทางการเมืองต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ ต้องสอดคล้อง หากการพัฒนาไม่ราบรื่นสภาพประชาธิปไตยก็จะเป็นเช่นเดียวกัน “เลขามูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ประชาธิปไตยจะดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่ระดับการศึกษา เพราะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามร้อยกว่ามาตรา ไม่ต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม เนื่องจากมีจำนวน 300 มาตราเช่นเดียวกัน จึงมองว่า การศึกษาการอบรมไม่ได้ออกแบบให้คนไทยรู้จักประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ขันติธรรมทางการเมือง หลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก ความรับผิดชอบต่อสาธารณชนและโปร่งใส การกระจายอำนาจ และประชาสังคมที่เข้มแข็ง ทั้งหมดนี้อยู่ในคุณสมบัติที่ดีของผู้นำที่ต้องซื่อสัตย์ สุจริตและเข้มแข็ง







