
กรมอุทยานฯ ย้ำป่าแม่วงก์สมบูรณ์ระดับโลก
กรมชลประทาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ได้เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ถึงความจำเป็นการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา
กรมชลประทาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ได้เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ถึงความจำเป็นการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา
ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยระหว่างเข้าชี้แจงที่ประชุมว่า อุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีพื้นที่ป่า 6 ชนิดผสมกัน ทั้งป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง รวมทั้งสิ้น 558,750 ไร่ มีไม้สักและไม้เนื้อแข็งหลายชนิดที่สมบูรณ์
นอกจากนี้ เมื่อปี 2547 ยังค้นพบปาหนันแม่วงก์ พันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลกในป่าแห่งนี้ มีสัตว์ป่าหายาก และใกล้สูญพันธุ์กว่า 624 ชนิดที่กระจายพันธุ์อยู่มาก เช่น เสือโคร่ง นกเงือกคอแดง สมเสร็จ กระทิง เลียงผา หมูป่า เก้ง กวาง เป็นต้น โดยในช่วงเดือน เม.ย.มี.ค.ที่ผ่านมา สามารถถ่ายภาพสัตว์ป่าได้ถึง 29 ชนิด
“พื้นที่ป่าแม่วงก์เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ จากการสำรวจของกรมอุทยานฯ พบว่ามีต้นสักขนาดใหญ่ 1-2 คนโอบ และมีพันธุ์ไม้ใหญ่ชนิดอื่นๆ เช่น กระบาก รวมทั้งป่าไผ่ มีการแพร่กระจายพันธุ์ของเสือโคร่งที่มาจากป่าห้วยขาแข้ง และเป็นห่วงโซ่สูงสุดของสัตว์ป่าที่เข้ามาอาศัยแล้วอย่างน้อย 8 ตัว ก็แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของป่าแม่วงก์” ธีรภัทร ระบุ
ทั้งนี้ ยังได้ย้ำว่า ขณะนี้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 33% ของพื้นที่ประเทศ โดยเฉพาะผืนป่าตะวันตกที่ถือว่ามีพื้นที่มากที่สุดถึง 11.7 ล้านไร่ และมีความสำคัญในระดับโลก จึงได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ และอุทยานแม่วงก์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2542 โครงการเขื่อนแม่วงก์ตั้งงบประมาณไว้ 4,200 ล้านบาท ต่อมาปี 2552 เพิ่มเป็น 7,200 ล้านบาท และปี 2555 สูงเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท ทั้งที่เป็นเขื่อนขนาดความจุแค่ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงสงสัยว่าจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่เมื่อเทียบได้กับพื้นที่อนุรักษ์ที่จะหายไป และต้องมาปลูกป่าทดแทนกว่า 2.5 หมื่นไร่
นอกจากนี้ ยังเร่งรีบเสนอเข้าบรรจุในแผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) โดยอ้างว่าแก้น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งอาจจะทำให้เป็นการเลียนแบบสำหรับโครงการเขื่อนขนาดใหญ่แห่งอื่นๆ ที่กำลังตามมาอีก 34 แห่ง สัญชัย เกียรติวรชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับต่อที่ประชุมว่า การสร้างเขื่อนไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้ 100% แต่จะรับฟังความเห็นการทำรายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ ก่อนจะสรุปให้เสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้
ด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กรรมาธิการการที่ดินฯ ตั้งคำถามว่า ทำไมกรมชลประทานถึงเร่งรีบเสนอเข้าอยู่ในแผนหลักของ กยน. ทั้งที่ไม่ผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มาหลายครั้ง
สัญชัย ชี้แจงว่า เขื่อนแม่วงก์มีเป้าหมายในการตัดยอดน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่จะไหลเข้าพื้นที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ และในภาคกลาง จึงได้ผลักดันเข้าสู่ในแผนของ กยน. ร่วมทั้งเขื่อนแห่งอื่นๆ เพื่อหาเขื่อนขนาดใหญ่รองรับน้ำ
สำหรับวงเงินงบที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มพื้นที่ชลประทานระบบท่ออีก 1 หมื่นไร่ให้เกษตรกร อ.แม่วงก์ ทำให้วงเงินเพิ่มเป็น 13,280 ล้านบาท แบ่งออกเป็นงบลงทุนกว่า 12,007 ล้านบาท เฉพาะตัวเขื่อน 2,800 ล้านบาท และระบบฝายและคลองส่งน้ำอีก 3 แห่ง รวมความยาว 700 กิโลเมตร ใช้งบกว่า 7,000 ล้านบาท
รวมทั้งค่าที่ดินอีก 1,800 ล้านบาท ค่าจัดทำรายงานอีเอชไอเอ 560 ล้านบาท ด้านบุคลากร 100 ล้านบาท และงบดำเนินการ 53.8 ล้านบาท และเผื่อเหลือเผื่อขาดอีก 567 ล้านบาท
นริศ ขำนุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมาธิการขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม.ในโครงการดังกล่าวตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ







