
เศรษฐกิจดีแต่ "กลวง"
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเต็มที่ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ช็อกเศรษฐกิจปีที่แล้วทั้งปีให้ขยายตัวเพียง 0.1%
โดย...จตุพล สันตะกิจ
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเต็มที่ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ช็อกเศรษฐกิจปีที่แล้วทั้งปีให้ขยายตัวเพียง 0.1% โดยไตรมาสแรกปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเป็นบวก จากที่หดตัวรุนแรง 9% ในไตรมาสก่อน
ทว่าปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัว แรงส่งที่สำคัญอยู่ที่การบริโภคและการลงทุนเอกชน สะท้อนได้จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ไม่ได้มาจากการลงทุนภาครัฐแต่อย่างใด
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ได้ 5.38 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเดือน ก.พ.ของปีที่แล้ว 1 หมื่นล้านบาท ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของคนในประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือน มี.ค. ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจัดเก็บภาษีได้ 5.56 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ที่จัดเก็บภาษีได้ 4.85 หมื่นล้านบาท
ปัจจัยหลักมาจากการที่เอกชนลงเงินเพื่อฟื้นฟูโรงงานให้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง แต่กลับพบตัวเลขที่น่าสนใจว่ามีการใช้เงินกู้ “ซอฟต์โลน” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพียง 3,000 ล้านบาท จากยอดวงเงินสินเชื่อที่ตั้งไว้ 3 แสนล้านบาท
เงินก้อนหลักที่ใช้ฟื้นฟูโรงงานจึงมาจากการ “เคลม” เงินประกันน้ำท่วมมากกว่ามาตรการสินเชื่อของรัฐบาล
ปัจจัยรองลงมาคือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้น แต่สังเกตได้ว่าการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ แต่มาจากการเพิ่มขึ้นของ “ราคา” หรือเรียกว่า ยังกินใช้อยู่เท่าเดิม แต่ราคาข้าวของแพงขึ้น
แน่นอนว่าปัจจัยที่กดดันการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเพิ่มราคาสินค้า “ล่วงหน้า” รอกำลังใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในเดือน เม.ย. การให้ข้าราชการวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ 1.5 หมื่นบาท และการปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ
การปรับเพิ่ม “ค่าจ้าง” จึงเป็นเพียงเสาค้ำให้แรงงานในระบบยืนต่อสู้กับภาวะข้าวของราคาแพง ในขณะที่รัฐบาลไม่อาจควบคุมการ “ฉวยโอกาส” ปรับขึ้นราคาได้ และไม่มีผลให้ “คุณภาพชีวิต” ของแรงงานสูงขึ้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในส่วนของรายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรมีข้อมูลว่าการขยายตัวของรายได้ติดลบต่อเนื่อง 5 เดือนแล้ว หรือตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554-มี.ค. 2555 สาเหตุเพราะน้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง
โดยไตรมาสแรกปีนี้รายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรหดตัว 14.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30% เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของเกษตรกรซึ่งถือว่าที่เป็นกำลังซื้อกลุ่มใหญ่ของประเทศ “แผ่ว” ลงชัดเจน
สะท้อนให้เห็นนโยบายจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาลที่ใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปแล้ว 1.9 แสนล้านบาท เป็นการรับจำนำข้าวนาปีและนาปรังกว่า 1.67 แสนล้านบาท กำลัง “หมดฤทธิ์”
การเพิ่มเงินในกระเป๋าเกษตรกรไม่เพียงพอที่จะต้านทานกับค่าครองชีพและปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น
จึงไม่แปลกใจที่โครงการพักหนี้และลดดอกเบี้ย 3% เป็นเวลา 3 ปี ให้ลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ “ปกติ” หรือโครงการพักหนี้ฯ ลูกหนี้ดี ถูกเข็นออกมาในยามนี้ แม้รัฐบาลและธนาคารรัฐต้องสูญเสียรายได้ 4.5 หมื่นล้านบาทใน 3 ปี
เพราะลูกหนี้ดีที่ได้สิทธิพักหนี้และลดดอกเบี้ย พบว่า 2.94 ล้านราย จาก 3.75 ล้านราย หรือ 80% เป็นเกษตรกร นั่นหมายความว่า รัฐบาลกำลัง “ติดเครื่อง” กำลังซื้อของเกษตรกรรอบใหม่
ส่วนการส่งออกที่เป็นแรงเหวี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในภาวะ “กระตุก” เพราะเจอพิษน้ำท่วมและอุปสงค์ประเทศคู่ค้าลดลง มูลค่าการส่งออกไตรมาสที่ 1 ทั้งปีจึงหดตัวที่ระดับ 3.9%
ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐทั้งการใช้ในงบประมาณและการใช้จ่ายเงินกู้ลงทุนระบบน้ำ ที่คาดหวังว่าจะพยุงเศรษฐกิจให้ “พ้นหล่ม” จากปัจจัยรุมเร้าทั้งจากเศรษฐกิจนอกและในประเทศ กลับอยู่ในสถานะไม่สู้ดีนัก
แม้ว่างบลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกจะมีการเบิกจ่าย 8.1 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุนปี 2555 วงเงิน 4.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 19.1% จากเป้าหมายเบิกจ่ายที่ 72% ของงบลงทุน
แต่ก็พบว่าเป็นการเร่งตัวของการเบิกจ่ายงบลงทุนเดือน มี.ค. 2555 ที่เบิกจ่าย 6.86 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว 338.7% ขณะที่เดือน ม.ค.มีการเบิกจ่าย 4,200 ล้านบาท และเดือน ก.พ.เบิกจ่าย 9,000 ล้านบาท
สอดคล้องกับข้อมูลกระทรวงการคลังที่ชี้ว่าในเดือน มี.ค. มีการใช้จ่ายงบประมาณที่สูงกว่ารายได้รัฐบาล ทำให้ดุลการคลังขาดดุล 2.31 แสนล้านบาท สะท้อนว่านโยบายการคลังสนับสนุนการ “ฟื้นตัว” ของเศรษฐกิจ
เป็นสัญญาณที่บอกว่างบกลางรายการฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท ทยอยไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ทว่าในส่วนงบลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลบอกว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพื่อวางโครงสร้างการจัดการน้ำทั้งระบบ
วันนี้ยังไม่มีการใช้เงินแม้แต่บาทเดียว
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แทงหนังสือเวียนที่ นร.0506/ว.108 ลงวันที่ 18 เม.ย.2555
เนื้อหาสาระสรุปว่า ขอให้ส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรเงินลงระบบน้ำระยะเร่งด่วน 246 โครงการวงเงิน 2.48 หมื่นล้านบาท ขอให้เร่งรัดขอรับการจัดสรรเงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงินฯจากสำนักงบประมาณ
แต่ล่าสุดโครงการลงทุนน้ำเร่งด่วนที่ใช้เงินจากพ.ร.ก.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้แล้วเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2555 ต้องเสนอกลับมาให้ครม.พิจารณาใหม่แบบ “ยกเข่ง”
“มีการปรับเปลี่ยนเนื้องาน เพราะบางโครงการออกแบบสำรวจแล้ว แต่ติดขัดปัญหาในพื้นที่ บางโครงการถูกตัดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ หรือกรณีเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ จึงจะต้องเสนอโครงการทั้งหมดให้ครม.อนุมัติอีกรอบวันอังคารหน้าหรือวันที่ 8 พ.ค.2555”วรวิทย์ จำปีรัตน์ ผอ.อำนวยการสำนักงบประมาณระบุ
ส่วนการลงทุนระบบน้ำระยะยั่งยืนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีแผนใช้เงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงินฯประมาณ 3 แสนล้านบาท คงต้องทอดเวลาลงทุนไปอย่างน้อย 4 เดือน ขณะที่เส้นตายที่ต้องกู้เงินต้องทำให้แล้วเสร็จใน 30 มิ.ย.2556
มื่อปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) เสนอรื้อโครงการลงทุนน้ำระยะยาวใหม่ แต่ยังคงกรอบการลงทุนตามยุทธศาสตร์น้ำทั้ง 8 แผน
พร้อมทั้งเปิดให้บริษัททั้งไทยและต่างชาติเสนอแนวทางและรายละเอียดโครงการลงทุนน้ำใหม่ โดยยึดคอนเซ็ปว่า “ต้องเป็นแผนการลงทุนที่ดีที่สุด”
นั่นเป็นเพราะว่าโครงการลงทุนน้ำที่เรียกได้ว่าอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ “ดร.ปลอด” มีข้อครหาว่ามีทั้งนายหน้าและผู้รับเหมาการ “วิ่งเต้น” ขอรับงานอย่างหนาหู ปลอดประสพจึงเลือก “ล้มกระดาน” และเขย่าโครงการกันใหม่
ไม่เพียงเท่านั้นประชาชน และเอกชน โดยเฉพาะภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น (ภคต.) ที่มีประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน คอยตามกลิ่นทุจริตคอรัปชั่นอย่างใกล้ชิด ไม่นับรวมองค์กรตรวจสอบและฝ่ายค้านที่คอยเก็บข้อมูลต่อเนื่อง
“ขอให้สบายใจว่าเงินที่กู้มาจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แม่นยำที่สุด และใช้ในโครงการเมนสตีลที่เปลี่ยนโครงสร้างจัดการน้ำของประเทศจริงๆ จะไม่ใช่คนนั้นไปเอามา คนนี้ไปเอามา ขอคนละนิดคนละหน่อย”ปลอดประสพแจง
โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะสร้างระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง และไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้ง “ซ้ำซาก” ต้องเลื่อนเวลาออกไปไม่มีกำหนด
เช่นเดียวกับการลงทุนสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท ของ “นักล่าฝัน” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและการสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ยังสตาร์ตเครื่องไม่ติด
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุน คำตอบคืออย่างไรประเทศไทยต้องมีการลงทุนใหม่ แต่ทำอย่างไรไม่ให้เงินลงทุนที่ลงไปนั้น “รั่วไหล” ต่างหาก ท่ามกลางความไม่เชื่อมั่นใน “สำนึกแห่งทุจริต” ของนักการเมือง
ตราบเท่าที่รัฐบาลพะวงกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก ไม่พึงใจต่อการวางรากฐานสร้างประเทศระยะยาว ไม่มีทางที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งและคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เศรษฐกิจไทยวันนี้ที่เหมือนจะมีทิศทางสดใส ล้วนมาจากการฉีดเงินกระตุ้นการบริโภค และรอวันย้อนกลับมาเป็นหนี้สาธารณะในวันหน้า เช่น การขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวในราคาสูง กว่าตลาด เป็นต้น
ภาระหนี้เหล่านี้กัดกิน “งบลงทุน” ของประเทศให้ลดน้อยถอยลงทุกวัน หรือหากจะลงทุนใหม่ก็ต้องใช้สูตร “กู้หนี้” กระทั่งเป็นภาระหนี้ที่ไม่สิ้นสุด
ขณะที่ประสิทธิภาพการลงทุนและใช้งบลงทุนซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศอยู่ในระดับ “อ่อนแอ” ไม่มีวันที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวแข็งแรง







