
แฉสมาคม รพ.เอกชนล็อบบี้เครือข่าย ต่อรองผลประโยชน์ป่วยฉุกเฉิน
เพียง 1 เดือนของการขับเคลื่อนโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว ยังประโยชน์แก่ประชาชนร่วม 1,200 ราย
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
เพียง 1 เดือนของการขับเคลื่อนโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว ยังประโยชน์แก่ประชาชนร่วม 1,200 ราย
ภาพกว้างโครงการเดินหน้ายอดเยี่ยมน่าชื่นชม ในรายละเอียดปรากฏข้อกังวลจากโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะเรื่องอัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา สมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดย นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมออกหนังสือเลขที่ 026/2555 ถึงสมาชิก เรื่องการแก้ปัญหาการร่วมมือของโรงพยาบาลเอกชนในโครงการการแพทย์ฉุกเฉิน
ตอนหนึ่งของหนังสือฉบับนี้ระบุว่า สมาชิกสมาคมมีหลากหลายระดับ หลายต้นทุน หลายคุณภาพ ในขณะที่ผู้ป่วยก็มีหลากหลาย ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตของพวกเขา รวมทั้งมีนายจ้างหรือคู่กรณีที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากรถยนต์หรือทะเลาะวิวาท หรือมีเงินออมที่ซื้อประกันสุขภาพไว้ใช้เป็นผู้ร่วมจ่าย รวมทั้งผู้ป่วยที่อยากมีทางเลือกและเคยจ่ายด้วยตัวเอง โครงการครั้งนี้และกองทุนทั้ง 3 ไม่มีนโยบายต่อเรื่องหลากหลายดังกล่าว จึงทำให้ขาดแนวทางปฏิบัติที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม สมาคมยืนยันว่าการร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบ (เอ็มโอยู 3 กองทุน) เป็นการส่งสัญญาณว่าสมาคมโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลที่เป็นสมาชิกมีความพร้อมและยินดีร่วมดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน
ความในหนังสือระบุอีกว่า ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับรายงานปัญหาการให้บริการของสมาชิกในสมาคม พบว่าสับสนวุ่นวายมาก มีผู้ป่วยไปทดลองใช้บริการโครงการทั้งในระดับสีแดงจนถึงสีเหลือง แต่ละรายค่าใช้จ่ายรวมประมาณหลักหมื่นจนถึงหลายแสนบาท ทั้งนี้สมาคมได้เรียกประชุมในวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าสมาชิกจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาเดือดร้อนจริงๆ
ทั้งนี้ สมาคมได้จัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยกรณีผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤตระดับสีแดง ให้โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งดูแลผู้ป่วยทันทีจนพ้นภาวะวิกฤตโดยเร็วที่สุด
สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยพ้นวิกฤตสีแดงแล้ว แบ่งออกเป็น 1.หากคนไข้เลือกใช้สิทธิการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลจะส่งต่อคนไข้ไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัด 2.กรณีคนไข้เลือกไม่ใช้สิทธิการแพทย์ฉุกเฉิน ต้องการรักษาต่อที่โรงพยาบาลนั้นๆ ให้กองทุนพิจารณาออก Consent Form มาตรฐาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างผู้ป่วยกับโรงพยาบาล ในเรื่องค่าใช้จ่ายของการรักษาที่นอกเหนือจากการช่วยชีวิต และจะเลือกรักษาต่อหรือให้ส่งกลับไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัด
3.กรณีส่งต่อ และกองทุนหรือโรงพยาบาลต้นสังกัดหาเตียงให้ไม่ได้ ให้รักษาต่อที่โรงพยาบาลนั้นๆ และให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากต้นสังกัดหรือกองทุน โดยไม่ใช่ระบบเหมาจ่ายตามกลุ่มโรคร้ายแรง (ดีอาร์จี) แต่ให้เก็บตามต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละโรงพยาบาล
นอกจากนี้ ในประเด็นการเงินการคลัง ขอให้ผู้ป่วยที่มีกำลังจ่ายและมีหน่วยงานร่วมจ่ายสามารถจ่ายส่วนเกินจากอัตราเหมาจ่ายดีอาร์จี (1.05 หมื่นบาท) ตามต้นทุนแต่ละโรงพยาบาล ถ้าไม่ให้เก็บส่วนเกินแต่เพิ่มอัตราให้สูงกว่า 1.05 หมื่นบาท ให้โรงพยาบาลเอกชนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ พร้อมกันนี้ให้ 3 กองทุนสุขภาพจ่ายชดเชยเพิ่มแก่โรงพยาบาล สำหรับค่าเสียหายระหว่างเดือน เม.ย.ที่ยังเบิกไม่ได้
ย้อนกลับไปอีก 10 วัน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช เลขาธิการสมาคมฯ ได้จัดทำหนังสือเลขที่ 021/2555 เรื่องแบบสอบถาม ส่งไปถึงผู้บริหารและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสมาชิก
หนังสือระบุถึงนโยบายของรัฐบาลที่ออกแบบระบบให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว โดยไม่นำตัวแทนของโรงพยาบาลเอกชนเข้าไปหารือ เป็นเหตุให้เกิดปัญหาด้านการปฏิบัติ และไม่สามารถประสานประโยชน์และสร้างความยั่งยืนได้
สมาคมจึงได้ส่งแบบสอบถามเพื่อการตัดสินใจของสมาคมในการเข้าร่วมโครงการ โดยให้สมาชิกระบุข้อมูลสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินต่อรายได้รวม รวมถึงหนี้สูญจากการดูแลผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน
พร้อมกันนี้ ยังขอข้อมูลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.จนถึงวันที่ตอบแบบสอบถาม ว่ามีปัญหาจากการให้บริการกี่ราย และให้ประเมินมูลค่าเงินที่อาจเสียหายมีหน่วยเป็นล้านบาท
ที่น่าสนใจ คือ การถามความเห็นว่าเห็นควรให้สมาคมตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างไร โดยมีตัวเลือกเป็นลักษณะปลายปิด 3 ข้อ และปลายเปิด 1 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้ประสานกับรัฐบาลให้โรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมได้ตามความสมัครใจ 2.ควรตัดสินใจแบบองค์รวมในทิศทางเดียวกัน คือ ถอนตัวทั้งหมดจากโครงการ แต่จะดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีแดง 3.ให้เสนอลดขอบเขตการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วม เหลือเพียงผู้ป่วยสีแดงเท่านั้น และ 4.อื่นๆ (โปรดระบุ)
แบบสอบถามยังถามต่อถึง “การตัดสินใจ” ของโรงพยาบาลที่เป็นสมาชิก เป็นคำถามปลายปิด 3 ข้อ ได้แก่ 1.ขอถอนตัวจากการเข้าร่วม แต่ช่วยดูแลผู้ป่วยสีแดงจนถึงสัญญาณชีพคงที่ปลอดภัย และส่งต่อหากผู้ป่วยหรือญาติประสงค์ 2.ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ต่อไป แม้สมาชิกจำนวนหนึ่งหรือส่วนใหญ่จะถอนตัว และ 3.เอาตามเสียงส่วนใหญ่
ทั้งนี้ เอกสารระบุให้ส่งแบบสอบถามกลับมายังสมาคมภายในวันที่ 15 เม.ย. แต่ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามดังกล่าว
วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข (สธ.) แสดงความคิดเห็นภายหลังการประชุมผู้บริหาร สธ. โดยยืนยันว่าอัตราการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล 1.05 หมื่นบาท เป็นที่ยอมรับได้ของโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก จากนี้จะหารือเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยต่อไป
สำหรับการดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ภาพรวมเรียบร้อยดี เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จ ปัญหาที่เกิดขึ้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น







