
พักหนี้ดีรัฐบาลได้หน้า ธนาคารของปวงประชาล่มสลาย?
ในที่สุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ฤกษ์คิกออฟเปิดตัวโครงการ “พักชำระหนี้ 3 ปี” เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในที่สุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ฤกษ์คิกออฟเปิดตัวโครงการ “พักชำระหนี้ 3 ปี” เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา
ถือเป็นโปรโมชันสุดพิเศษท้าลมร้อน เพราะเป็นการพักชำระหนี้ลูกหนี้ดีที่มีมูลหนี้คงค้างไม่เกิน 5 แสนบาท รวมกันกว่า 3.8 ล้านราย ที่อยู่ในธนาคารรัฐ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ จะได้สิทธิพิเศษ
“นายกฯ ปู” ย้ำว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การ “ปลดหนี้” เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และผู้มีรายได้น้อยที่มีมูลหนี้คงค้างไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ได้เลือก 2 แนวทาง
1.พักเงินต้นพร้อมกับลดอัตราดอกเบี้ยให้ 3% โดยลูกหนี้ยังต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยส่วนที่เหลือเป็นรายเดือนแบบจิ๊บๆ
2.ลดดอกเบี้ย 3% โดยไม่พักเงินต้น เหมาะสำหรับคนที่มีรายได้ต้องการจ่ายเงินต้นไปด้วย แต่ก็ได้สิทธิลดดอกเบี้ย 3% ทำให้ค่างวดถูกลงกว่าเดิม
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะทางกระทรวงการ คลังยังสั่งธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่งให้อัดเงินกู้ให้ลูกหนี้ทั้งสองกรณีได้อีก ส่วนวงเงินที่ปล่อยกู้จะขึ้นอยู่ที่ศักยภาพของลูกหนี้ว่าจะสามารถกู้ได้เท่าไร แต่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราปกติ
แบบนี้ต้องเรียกว่า “มาตรการประชานิยมขั้นเทพ” เพราะได้ถึง 3 เด้ง คือ
เด้งที่ 1 ได้พักหนี้ เด้งที่ 2 ได้ลดดอกเบี้ย แถมเด้งที่ 3 ยังได้กู้เงินเอาไปใช้เพิ่มได้อีก
โดยรัฐบาลจะเปิดให้ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ลงทะเบียนได้ที่ธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.-20 ส.ค.นี้ ซึ่งลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนจะรับทราบผลทันที ส่วนลูกหนี้ที่ขอกู้เพิ่มธนาคารที่เข้าร่วมโครงการจะใช้เวลาพิจารณาอนุมัติภายใน 15 วันเท่านั้น โดยโครงการนี้จะเริ่มพักชำระหนี้ได้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2555-31 ส.ค. 2558
แถมยังใจกว้างเปิดทางให้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ตามโครงการระยะแรก (ช่วยเหลือประชาชนที่มีสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) สามารถขอเปลี่ยนเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ใหม่ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฐานะทางการเงินของธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ เชื่อว่าทุกแห่งถือว่าอาการสาหัสเอาการ
เพราะเมื่อดูจากภาพรวมของลูกหนี้ดีที่เข้าข่ายได้เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ทั้งหมดกว่า 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้คงค้างมหาศาลถึง 4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าจาก ธ.ก.ส. จำนวน 2.9 ล้านราย หรือเป็นลูกหนี้ถึง 80% ของลูกหนี้ทั้งหมดของธนาคาร คิดเป็นมูลหนี้ 3.9 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยเป็นหนี้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท
การดำเนินโครงการดังกล่าวจะทำให้รายได้ของ ธ.ก.ส.ลดลงปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงินถึง 1.8 หมื่นล้านบาท
เงินระดับนี้ถือว่าสูงลิ่วเมื่อเทียบกับอัตราการทำกำไรของ ธ.ก.ส. ในฐานะที่เป็นธนาคารของรัฐ ที่มุ่งบริหารงานแบบไม่มุ่งหวังกำไร จะพบว่าในปีบัญชี 2554 ธ.ก.ส. มีกำไรเพียง 8,700 ล้านบาท แค่ทำโครงการพักหนี้โครงการเดียวปีหนึ่งก็ทำรายได้ของ ธ.ก.ส. หายไปตั้ง 6,000 ล้านบาท
หากลองมาหักกลบลบหนี้คร่าวๆ เท่ากับว่า ธ.ก.ส. น่าจะเหลือกำไรเพียง 2,700 ล้านบาท
จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแล ธ.ก.ส. ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับ ธ.ก.ส. เพราะถือว่าเป็นการทำนโยบายรัฐที่เข้าไปกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของ ธ.ก.ส. มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์โครงการหนึ่งเลยทีเดียว!!!
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ออกมายอมรับว่า ผลกระทบจากโครงการนี้อาจทำให้สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ลดลงเหลือ 9.6 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดที่ 8.5 เท่า โดยในที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ที่มี กิตติรัตน์ เป็นประธาน ก็เห็นชอบให้มีการทยอยเพิ่มทุนให้ ธ.ก.ส. อีก 1 หมื่นล้านบาท ใน 3 ปี
ปีบัญชี 2555 จำนวน 1,000 ล้านบาท
ปี 2556 จำนวน 4,000 ล้านบาท
และปี 2557 จำนวน 5,000 ล้านบาท
รวมถึงให้มีการแยกบันทึกบัญชีการดำเนินงานตามโครงการนี้ออกจากการดำเนินงานปกติ (PSA)
มาที่ธนาคารออมสิน พบว่ามีลูกหนี้ที่เข้าข่าย 8.4 แสนราย มูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นคาดว่ากระทบกับรายได้ดอกเบี้ยที่หายไปถึง 6,336 ล้านบาท ใน 3 ปี
ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ มีลูกหนี้เข้าข่าย 7,781 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 1,369 ล้านบาท กระทบรายได้หายไป 123 ล้านบาท
ธนาคารอิสลามฯ มีลูกหนี้เข้าข่าย 3,538 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 449 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ที่หายไป 40 ล้านบาท
ภาระหนักอึ้งจากมาตรการพักหนี้คนดีรอบนี้ มีการคำนวณแล้วว่าใน 3 ปี จะกระทบรายได้ กำไรของธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่ง รวมๆ เป็นเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาททีเดียว
หากพิจารณาในแง่ผลกระทบในเชิงลบด้านอื่นๆ จะพบอีกว่าผลจากโครงการนี้ได้สร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคมไทย เพราะได้สร้างคำถามมากมายมายังลูกหนี้คนดีกลุ่มอื่นๆ เช่น คนที่เป็นหนี้จากการกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ คนเหล่านี้ก็เป็นคนสุจริต ทำไมถึงไม่ได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลปูแดงบ้าง
แล้วทำไมคนดีที่ได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท คนที่ดีที่เป็นหนี้ 6 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาท ทำไมไม่ได้รับความช่วยเหลือบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ปู บิ๊กโต้ง หรือทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ชัดๆ กับสังคมว่า พวกท่านเอาเกณฑ์อะไรมาเลือกช่วยเอาแต่พวกเกษตรกร ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการหาเสียงเดิมๆ
ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี การรับจำนำข้าวในราคาที่บิดเบือนกลไกตลาด จนสร้างภาระต่องบประมาณในการชำระหนี้คืน ธ.ก.ส.มากมายหลายแสนล้าน
เท่ากับว่าการทำโครงการพักหนี้ดีรอบนี้ได้สร้างปัญหาเรื่องสองมาตรฐานให้เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย
ปัญหาข้อต่อมา คือ ผลพวงจากการเอานโยบายรัฐเข้าไปรุมทึ้งธนาคารรัฐจนกำไรป่นปี้แบบนี้ ย่อมทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานธนาคารรัฐถดถอย เพราะยิ่งทำงานหนักยิ่งเหมือนถูกสูบเลือดออกจากร่างกาย ต่อไปเรี่ยวแรงในการทำงานก็จะค่อยๆ ลดหมดไป สอดรับกับบทบาทของการเป็นธนาคารของรัฐที่ต้องยึดหลักการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ที่เชื่อว่าธนาคารรัฐจะต้องลดบทบาทการเป็นพระเอกลง คือ จะไม่มีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้า กลายเป็นว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐแล้ว ยังต้องอาจมาเจอธนาคารรัฐสวมบทโขกดอกเบี้ยเงินกู้อีกก็เป็นได้ ใครจะรู้
ขณะที่มุมมองที่สวยหรูของรัฐบาล เชื่อว่าผลจากโครงการพักชำระหนี้จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 0.4-0.7% ต่อปี หรือ 4.4–7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี
อันนี้ก็ต้องมาวัดกันว่าการที่รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจโตขึ้นอีกเพียง 0.4-0.7% ต่อปี ซึ่งต้องแลกมากับความมั่นคงของสถาบันการเงินของรัฐที่อาจเกิดความสั่นคลอนจากมาตรการหาเสียงของรัฐบาลที่รุมสูบเลือดสูบเนื้อออกจากธนาคารรัฐ โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ความเสียหายในอนาคต
เชื่อเถอะว่ารัฐบาลจะได้คะแนนนิยมจากคนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการพักหนี้ 3-4 ล้านรายก็จริง แต่อย่าลืมว่ายังมีเสียงโห่ไล่จากคนอีกครึ่งค่อนประเทศที่เฝ้ารอดูผลงานของพวกท่านอยู่เช่นกัน







