
ศก.ซึม-หนี้เยอะ-ประหยัดหนัก ส่งแรงงานโลกจ่อวิกฤต
นับเป็นข่าวที่ไม่โสภารับวันแรงงานสากล เมื่อองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นับเป็นข่าวที่ไม่โสภารับวันแรงงานสากล เมื่อองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เผยรายงานประจำปีปรับลดการคาดการณ์ภาวะการจ้างงานทั่วโลกในช่วงปี 2555 และปี 2556 ลงอีกอย่างต่อเนื่องจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า แรงงานทั่วโลกต่างตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเลขคนตกงานในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% หรือคิดเป็นจำนวนคนว่างงานถึง 202 ล้านคน ขณะที่ปีหน้าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมาอีกอยู่ที่ 6.2% หรือเท่ากับว่าจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ล้านคนทั่วโลก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไอแอลโอได้บทสรุปที่น่าหวาดหวั่นต่อวงการแรงงานทั่วโลกในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงซึมเซา โดยเฉพาะบรรดาประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคยุโรปและสหรัฐที่การเติบโตไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ จนล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องออกมาปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั่วโลกจาก 4% เหลือ 3.5% ในปีนี้ และจาก 4.5% เหลือ 4.1% ในปี 2556
เรียกได้ว่า เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะมีข่าวดีไม่ว่าจะเป็นตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับเพิ่ม การลดลงของตัวเลขขาดดุล หรือตัวเลขจีดีพีที่มีการขยับขึ้น แต่สัญญาณดีดังกล่าวเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่พอจะทำให้ใจกระชุ่มกระชวยเป็นครั้งคราวเท่านั้น
เพราะถ้าเศรษฐกิจดีจริง บรรดาบริษัทหรือผู้ประกอบการทั้งหลายน่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อขยับขยายรองรับการเติบโตของตนเอง
สำหรับตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มจะบอบช้ำมากที่สุดก็คือ บรรดาลูกจ้างในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หรือก็คือสหรัฐและเกือบทุกประเทศในยุโรป อันเป็นผลมาจากนโยบายรัดเข็มขัดที่มุ่งมั่นจะลดรายจ่าย เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหนึ่งในแนวทางลดค่าใช้จ่ายที่นิยมใช้กันก็คือ การปลดลูกจ้างออก โดยไอแอลโอคาดว่าอัตราการว่างงานของประเทศเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นจาก 8.5% ในปีที่แล้วเป็น 9.1% ในปีนี้ และ 9.4% ในปีหน้า
ขณะที่สถานการณ์แรงงานในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิกและละตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย บราซิล เกาหลีใต้ และไทย ยังคงยิ้มได้ เพราะเมื่อพิจารณาเฉพาะรายประเทศหรือรายภูมิภาคแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังได้อานิสงส์ของเศรษฐกิจที่ยังคงเดินหน้าขยายตัวช่วยให้ตลาดแรงงานคึกคักด้วยอัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การจ้างงานข้างต้นก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเหล่านั้นจะวางใจได้ เพราะเมื่อพลิกดูรายละเอียดการคาดการณ์การว่างงานของไอแอลโอในอีก 2 ปีข้างหน้า ตัวเลขว่างงานของเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้นจาก 4.2% มาอยู่ที่ 4.4% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก 4.7% อยู่ที่ 4.8% เอเชียใต้จาก 3.8% อยู่ที่ 3.9% ละตินอเมริกาจาก 7.1% อยู่ที่ 7.2% และตะวันออกกลางจาก 10.2% อยู่ที่ 10.5%
หรืออาจกล่าวได้ว่า อนาคตของแรงงานทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะไม่มีงานทำเท่าเทียมกัน เนื่องจากทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับสัญญาณลบทางเศรษฐกิจไม่ต่างกัน
สัญญาณแรกก็คือ แนวโน้มการใช้จ่ายของประชาชนในแต่ละประเทศที่มุ่งจะประหยัดกันมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจที่ฟื้นได้ช้าทำให้คนเริ่มไม่มั่นใจในอนาคต ยิ่งเมื่อบวกกับรายได้ของครัวเรือนลดลงทั้งจากมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองและเงินค่าจ้าง ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดก็คือ การเก็บออมเพื่อชดเชยกับรายได้ที่หายไป
สัญญาณที่สองก็คือ สถานการณ์ของบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ทั่วโลกที่เลือกจะชะลอแผนการลงทุน แม้จะมีแรงจูงใจดีๆ ให้น่าลงทุนมากมาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ หรือโครงการเพิ่มสภาพคล่อง เช่น มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาวของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แต่ตัวเลขผลผลิตของธุรกิจเหล่านี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำหรือปรับตัวลดลง และเลือกที่จะเก็บตุนเงินสดไว้มากขึ้น
สำหรับสัญญาณลบที่สาม คือ เหล่าธนาคารและสถาบันทางการเงินทั่วโลกยังคงถือครองพันธบัตรที่มาพร้อมหนี้มหาศาล และสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น บ้าน อยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ธนาคารยังคงมีข้อจำกัดที่จะให้บริษัทหยิบยืมกู้เงิน
ส่วนสัญญาณที่สี่ก็คือ ปริมาณหนี้สาธารณะและตัวเลขการขาดดุลงบประมาณอย่างมหาศาลของรัฐบาลแต่ละประเทศ ส่งผลให้รัฐมีต้นทุนในการใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะรัฐต้องเพิ่มผลตอบแทนเพื่อแลกกับการกู้เงินมาใช้บริหารประเทศ จนเมื่อไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป รัฐก็จำต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด ซึ่งรวมถึงการปลดคนออก ซึ่งจะทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าของประชาชนลดลงด้วยในที่สุด
นอกจากนี้ เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีการใช้มาตรการรัดเข็มขัด บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมีแนวโน้มจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาสภาพคล่องทันที เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จนต้องเลิกกิจการหรือเลิกการจ้างงาน
ขณะที่สัญญาณลบตัวสุดท้าย ซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาข้างต้นในแง่ที่ว่าเมื่อคนหันหน้าลดการใช้จ่ายไม่ว่าจะด้วยการตกงาน หรือรายได้น้อยลง ย่อมจะส่งผลกระเทือนต่อการเติบโตของภาคการส่งออกไม่ได้ ซึ่งภาระหนักที่เกิดขึ้นจะโดนผลักให้บรรดาแรงงานแบกรับอีกทอดหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น การตัดลดพนักงานออก เพื่อรักษาสถานะของบริษัท
ยังไม่นับรวมความเสี่ยงอื่นๆ อย่าง ราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมรายได้ของครัวเรือนเข้าไปอีก
เรย์มอนด์ ทอร์เรส ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาแรงงานระหว่างประเทศของไอแอลโอ ระบุว่า สัญญาณลบทั้งหมดนอกจากจะส่งผลให้แรงงานเสี่ยงตกงานอย่างมากแล้ว ยังส่งผลต่อสถานการณ์การจ้างงานโดยรวมในแง่ที่ว่า แรงงานอาจต้องจำยอมรับการปรับลดค่าจ้างเพื่อให้มีงานทำ
ทั้งนี้ ไอแอลโอระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่บรรดาผู้นำในแต่ละประเทศสมควรลงมือทำให้เร็วที่สุดก็คือ การหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือถ้าจะต้องตัดลดการใช้จ่าย ก็ต้องทำให้แน่ใจว่าเป็นการตัดลดที่ไม่ส่งผลกระเทือนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการชดเชย หรือมาตรการภาษี มากกว่าการปลดคนงาน
เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของวิกฤตการว่างงานก็คือ การลุกฮือของประชาชนในแต่ละประเทศเนื่องจากความหิว ไม่ใช่ความสามารถที่สิ่งมีชีวิตจะฝืนทนอยู่ได้นาน







