
เปลี่ยนประธานธปท.ก็ล้วงทุนสำรองไปใช้ยาก
ภายในเดือน พ.ค.นี้ น่าจะทราบชื่อคนที่มาเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ภายในเดือน พ.ค.นี้ น่าจะทราบชื่อคนที่มาเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ แทน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ซึ่งจะหมดวาระลงในเร็วๆ นี้ พร้อมกับกรรมการ ธปท.อีก 2 คน คือ คณิศ แสงสุพรรณ และนนทพล นิ่มสมบุญ
กระบวนการคัดเลือกประธานกรรมการและกรรมการ ธปท.นั้น จะมีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งขณะนี้ พนัส สิมะเสถียร อดีต รมว.คลังและปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่ง ธปท.มีสิทธิเสนอชื่อผู้เหมาะสมได้ 2 คน ในขณะที่กระทรวงการคลัง ก็มีสิทธิที่จะเสนอผู้เข้าชิงได้ 3 คน
แต่รายชื่อผู้เข้าชิงคนอื่นไม่ได้อยู่ในสายตา มีเพียงคู่ชิงดำอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น คือ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และ ม.ร.ว.จัตุมงคล ประธานกรรมการ ธปท. คนปัจจุบัน ที่เข้าสมัครในตำแหน่งเดิมวาระที่ 2
อย่างไรก็ดี โฟกัสไม่ได้อยู่ที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล แต่กลับไปอยู่ที่วีรพงษ์ เพราะเป็นสายตรงรัฐบาลและมีบทบาทในการผลักดันนโยบายหลายประการผ่านทาง กยอ. ซึ่งบางคนถึงกลับกล่าวว่า กยอ.ใหญ่กว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจเสียอีก
ว่ากันว่า การส่งวีรพงษ์เข้าชิงตำแหน่งประธานกรรมการ ธปท. ทั้งที่วีรพงษ์ มีอายุ 68 ปี ดำรงตำแหน่งได้ปีกว่าๆ ก็จะครบ 70 ปี ซึ่งจะต้องออกจากตำแหน่งตามกฎหมาย ก็เพราะมีภารกิจสำคัญให้มาผลักดันความพยายามของรัฐบาลที่จะหาเงินมาลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการมองไปที่ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ที่หากเจียดมาใช้ลงทุนได้นิดหน่อยก็นับว่าเป็นเงินมหาศาล เพราะทุนสำรองทางการปัจจุบันของไทยมีอยู่ ณ วันที่ 20 เม.ย. ที่ระดับ 1.787 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.525 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ เรื่องค่าเงินนั้น วีรพงษ์ มีหลักการที่แน่วแน่อยากเห็นค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าเพื่อช่วยเหลือเรื่องการส่งออก และอยากให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
การมองต่างมุมของรัฐบาลที่บริหารเศรษฐกิจผ่านทางการดำเนินนโยบายการคลัง ในขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินอยู่ในกำมือของ ธปท. ตามกฎหมาย โดยมีคณะกรรมการ ธปท.กำกับดูแล
การคานอำนาจระหว่างการดำเนินนโยบายการคลัง ที่ส่งผ่านมาจากการเมืองกับการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้มีการแก้กฎหมายทำให้ ธปท.เป็นอิสระจากการเมือง
แต่ ธปท.จะมีอิสระได้จริง การแต่งตั้งกรรมการ ธปท.ทั้งหมด จะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือได้ผู้มีความรู้ ความสามารถ ที่ไม่มีค่าย ไม่มีสีมาร่วมวางนโยบายการเงิน เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หน้าที่ของประธาน ธปท. จะต้องช่วยดูแลงานด้านบริหาร ทั้งในเรื่องการบริหารงานบุคคล การใช้งบประมาณ ตลอดจนดูแลกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงความมีส่วนร่วมในการคัดเลือกคณะกรรมการชุดเล็กต่างๆ ทั้ง 3 ชุด ของ ธปท.
ดังนั้น คนที่จะมานั่งในตำแหน่งนี้ จึงควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจในด้านการเงินและการคลังเป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ธปท.ด้วยแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก
ในกรณีนี้ หากได้ ม.ร.ว.จัตุมงคล มาดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง ก็ไม่มีปัญหาในเรื่องความต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากได้วีรพงษ์ก็อาจจะมีปัญหาในการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารของ ธปท.ได้
อย่างไรก็ดี อดีตกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงินอย่างพรายพล มองว่า ความเห็นของวีรพงษ์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยสอดคล้องกับ ธปท.เท่าไร ทั้งในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายด้านดอกเบี้ยนั้น เรื่องนี้เชื่อว่า หากนายวีรพงษ์เข้ามาทำงานใน ธปท.และมีโอกาสได้เห็นข้อมูลที่แท้จริง ก็อาจจะเปลี่ยนแนวคิดที่มีอยู่เดิมได้
แม้จะมีความคิดในเชิงบวกว่า วีรพงษ์อาจจะเปลี่ยนแนวคิด หากเข้ามาเป็นประธานกรรมการ ธปท.จริงๆ นั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ได้แค่คิดก็ได้ เพราะในข้อเท็จจริงนั้น เหตุผลทางการเมืองก็มีส่วนสำคัญ หากวีรพงษ์เข้ามาโดยการผลักดันของรัฐบาล การทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จก็เป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ
แต่ในเวลาเพียง 1 ปีนั้น ไม่ง่ายที่จะผลักดันให้นำเงินทุนสำรองของประเทศมาใช้ เพราะจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีการระบุไว้ชัดเจนว่า ทุนสำรองนั้นนำไปใช้ลงทุนอะไรได้บ้าง
นอกจากนี้ จะต้องเผชิญกับแรงกดดันของคณะศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ยังตามจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่วนหนึ่งของทุนสำรองนั้นเป็นเงินจากผ้าป่าช่วยชาติ ที่หลวงตาท่านได้ทำไว้ และมอบเงินและทองคำให้กับ ธปท.เป็นเงินจำนวนมาก
เหตุผลหักล้างการนำทุนสำรองไปใช้ไม่ได้ง่ายๆ อีกประการหนึ่ง คือ ทุนสำรองระหว่างประเทศที่โชว์ว่าสูงถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น “น้อยมาก” กับประเทศที่เล็กและระบบเปิด อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ไม่มีมาตรการควบคุมเงินทุน...เพราะหากเกิดกระแสไม่เชื่อมั่นในประเทศไทยขึ้นมาเมื่อใด...เงินทุนจะไหลออกอย่างมากทันที
ฉะนั้น ความพยายามที่จะดึงเงินทุนสำรองทางการไปใช้ลงทุนสาธารณูปโภคของประเทศจึงไม่ง่าย แม้จะมีการเปลี่ยนตัวประธานกรรมการ ธปท.
ประเด็นนี้เป็นประเด็นมหาชนและอ่อนไหว ทำให้รัฐบาลอาจจะขาดเสถียรภาพได้ง่ายๆ







