posttoday
ผ้าทอชีวิต

ผ้าทอชีวิต

29 เมษายน 2555

โดย...แขนง เครือข่ายพุทธิกา

โดย...แขนง เครือข่ายพุทธิกา

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เจอหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง พวกเขาเป็นนักเดินทาง

ใช่ครับ “นักเดินทาง”

ผมเรียกเหมาเอาว่าอย่างนั้น อาจจะด้วยระยะทางตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดหมายปลายทางเป็นช่วงระยะที่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตรจากเหนือจรดใต้ หรืออาจจะเป็นเพราะความมุ่งมาดปรารถนาในการเรียนรู้ตลอดการเดินทางของพวกเขาเหล่านั้นก็ได้ จึงทำให้ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเขาคือนักเดินทาง

หนุ่มสาวที่ผมกำลังจะพูดถึง แท้จริงแล้วคือน้องๆ เผ่าปกาเกอะญอ จาก อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ที่ดั้นด้นเดินทางจากดอยสูงมุ่งหน้าไปสู่หาดทรายชายทะเล จ.ภูเก็ต แล้วลัดเลาะกลับมาผ่าน จ.ระนอง หยุดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทางเป็นระยะ ภายใต้ชื่อโครงการจากยอดดอยสูงสู่ท้องทะเลอันดามัน ตอนนี้พวกเขาวนเส้นทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ อีกครั้ง และปักหลักหยุดพักยาวที่ริมคลองลัดมะยม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน ด้วยคาดหวังจะได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากวิถีชีวิตคนคลอง คนสวน ซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของคนกรุงเทพฯ ในอดีต และตอนที่ผมพบกับพวกเขาเข้านั้น น้องๆ เขากำลังช่วยกันจัดนิทรรศการและสาธิตกิจกรรมอยู่ที่หอจดหมายเหตุท่านพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)

การเดินทางของพวกเขาในครั้งนี้มีแนวความคิดหลักๆ คือ การเรียนรู้เพื่อแสวงหาทางเลือกในการจัดการตนเอง โดยเริ่มต้นจากการทบทวนองค์ความรู้ภูมิปัญญาเดิมในชุมชน เพื่อกำหนดทางเลือกที่เหมาะสมกับกระแสความเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ซึ่งการเรียนรู้ดังกล่าวส่งผลให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจ มั่นใจในวิถีการดำเนินชีวิตตามภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบทอดกันมาของชุมชนและสามารถพัฒนายกระดับองค์ความรู้ของชุมชนของตน ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยได้อย่างเท่าทัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความสนับสนุนจากสถาบันปัญญาปีติ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ที่คอยทำหน้าที่สร้างโอกาสให้เกิดการเรียนรู้กับเด็กเยาวชนและคนหนุ่มสาวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ผ้าทอชีวิต ชื่อนี้อาจจะฟังดูเหมือนชื่อละครซีรีส์ยอดฮิต แต่แท้จริงแล้วเป็นชื่อกิจกรรมหนึ่งที่น้องๆ กลุ่มนี้ให้ความสนใจ โดยมีความคิดว่า ถึงแม้ปัจจุบันเสื้อผ้าตามสมัยนิยมจะมีให้เลือกใส่ไม่ซ้ำแต่ละวัน แต่หากวันหนึ่งผ้าทอหายไป ประเพณีวัฒนธรรมก็หายไป หมู่บ้านที่เคยใส่ชุดประจำ เผ่ากะเหรี่ยงก็หายไป คนปกาเกอะญอก็จะหายไป กลายเป็นหมู่บ้านใหม่และไม่มีเผ่าปกาเกอะญอ ทำให้ จ.แม่ฮ่องสอน ที่เคยมีหลายเผ่าพันธุ์ก็จะหายไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความคิดเช่นนี้พวกเขาจึงเลือกหยิบเรื่องผ้าทอขึ้นมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมเรียนรู้เพื่อที่จะสืบทอดวิถีวัฒนธรรมของชุมชนของตนเอง จากชื่อกิจกรรมก็ชวนให้เกิดความสงสัยใคร่รู้สำหรับคนพื้นราบหรือคนเมืองอย่างผมเสียเหลือเกินกับที่มาของชื่อกิจกรรม ผ้าทอชีวิต ด้วยเหตุผลที่ผมเองก็เป็นแฟนละครซีรีส์จีนเรื่องนี้อยู่ด้วย จึงอดที่จะถามไถ่ความเป็นมาของชื่อนี้เสียไม่ได้

เด็กสาวดวงตาสดใส มีรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า รูปร่างท้วมในชุดสีขาวประจำเผ่า เธอแนะนำตัวเป็นภาษาไทยกลางติดสำเนียงชนเผ่าด้วยความมั่นใจว่าเธอชื่อ เจ๊ะ ผู้ที่จะอาสามาคลี่คลายความสงสัยของผม ถึงที่มาและความหมายของชื่อกิจกรรมผ้าทอชีวิตของพวกเธอ แต่ก่อนเข้าเรื่องคำถามของผมนั้น เธอขอเล่าความรู้สึกที่มีต่อผ้าทอให้ผมฟังก่อนเหมือนเป็นหนังตัวอย่าง

“ตอนแรกๆ หนูก็ไม่อยากทำสักเท่าไรหรอกค่ะ มองดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่แม่ก็คอยย้ำอยู่ตลอดและโดนแม่ดุเกือบทุกวัน แม่หรือญาติพี่น้องหรือคนสูงอายุก็ตาม จะบอกเสมอว่าถ้าเจอเนื้อคู่ขึ้นมา ตอนแต่งงานก็ต้องใช้ มันจำเป็นสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงทุกคนก็ต้องทำให้ได้ ถ้าทำผ้าได้น้อยเมื่อแต่งงานจะเอาอะไรมาปิดเนื้อปิดตัว และมันเป็นวิถีชีวิตของเราเป็นประเพณีที่ทำกันมาตั้งแต่ยุคไหนแล้ว ตั้งแต่ปู่ย่าตายายและเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า อยากให้อนุรักษ์ไว้อย่าให้ลืม ถ้าเราลืมเผ่ากะเหรี่ยงจะไม่มีประเพณีวัฒนธรรม และจะนำสิ่งใหม่เข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้คนรุ่นหลังก็เปลี่ยนไป พอได้ฟังอย่างนั้นหนูก็เลยคิดว่า เมื่อก่อนกับตอนนี้สภาพมันเปลี่ยนไปมาก เมื่อคนเปลี่ยน (วิถีชีวิตเปลี่ยน) ป่าไม้ที่เขียวขจีก็เปลี่ยนแปลงหายไปทุกวัน อากาศก็เปลี่ยน เปลี่ยนทุกอย่าง มุ่งหาแต่สิ่งใหม่ๆ ลืมสิ่งดีงามในหมู่บ้านที่เคยงดงาม

สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ ทั้งสิ่งใหม่และสิ่งเก่าสำคัญทั้งสองอย่าง สิ่งใหม่ๆ เข้ามาเยอะเราก็เรียนให้เต็มที่ แต่อย่าลืมประเพณีของบ้านเราที่เคยมีมาแต่ก่อน เยาวชนในหมู่บ้านควรหันมาสนใจเรื่องนี้ และตอนนี้แทบจะไม่มีเลย เพราะคนส่วนใหญ่ไปทำงานในเมืองกันหมด บ้างก็เรียนหนังสือในชุมชนไม่มีคนหนุ่มสาวเลย

พอหนูได้ฟังจากแม่ คนในชุมชนที่เขาเล่ามา เขาเล่าให้ฟังจากใจเขาจริง เขาอยากให้เราอนุรักษ์ไว้ ถ้าไม่ดีจริงเขาคงไม่ย้ำทุกวัน ดูๆ ไปเด็กบางคนอายุประมาณ 1516 ก็แต่งงาน พอแต่งงานไปไม่มีชุดที่จะใส่ ต้องซื้อ หาซื้อก็ยาก ราคาก็แพง มิหนำซ้ำยังโดนคนในบ้านนินทาอีก หาว่าเป็นคนขี้เกียจ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างแต่อยากมีคู่ ฟังแล้วก็เครียดอีก ถึงจะแต่งแบบไหนก็ตาม ชุดชนเผ่าของชาวปกาเกอะญอก็ต้องใส่เหมือนเดิม เลยคิดว่าทำผ้าทอก็ดี ไหนๆ ก็อยู่บ้านไม่ได้ไปไหน พอทำเราก็ได้รับความชื่นชมว่าเด็กที่ไม่ลืมประเพณีวัฒนธรรม...”

นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของผมกับเจ๊ะ แต่ดูเหมือนคู่สนทนาของผมจะคุยเก่งจนทำเอาผมถึงกับอึ้ง ผมลืมไปเลยว่ากำลังพูดคุยอยู่กับเด็กชนเผ่าที่มาจากดอย ความรู้สึกเหมือนกับกำลังคุยอยู่กับผู้รู้หรือปราชญ์ชุมชนมากกว่า เจ๊ะหยุดการสนทนาในจังหวะที่ผมอึ้งอยู่นั้นและเธอหันหยิบชุดชนเผ่าที่แขวนโชว์ไว้ข้างๆ ยื่นให้ผมดู แล้วเธอก็เริ่มเล่าต่อ

“ผ้าทอเกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่ตอนเกิดเลยค่ะ ในชุมชนของเรา พอมีเด็กเกิดอายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าจะทอเสื้อผ้าให้ใส่ ต้องทอให้เสร็จภายใน 3 วัน ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ให้ใส่ การทำฝ้ายและการทอผ้าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตหลายอย่างของพวกเรา อย่างเช่น ประเพณีของบ้านดอย ประเพณีการแต่งงาน งานศพ ถ้าไม่มีฝ้ายที่ทำเอง งานก็จะไม่สำเร็จด้วยดี ไม่สมบูรณ์ อย่างพิธีกรรมมัดมือ เวลามัดมือก็จะใช้ฝ้ายดิบที่ทำเอง ถ้าไม่ใช้ก็เหมือนกับว่าการมัดมือจะล้มเหลว และทำให้การงานที่ทำออกมาไม่ดี งานแต่งงานก็เหมือนกัน ผู้ชายต้องเตรียมผ้าคลุมหัวหนึ่งผืนต้องเป็นฝ้ายที่มาจากธรรมชาติ หรือฝ้ายที่ทำเอง ผ้าคลุมหัวจะเป็นสีขาว หมายถึง รักสดใส ผ้าสีขาวนี้จะมอบให้ผู้ที่เป็นเฒ่าแก่เจ้าสาว แม่เจ้าบ่าวก็ต้องเตรียมไว้ให้ลูกสะใภ้ 1 ชุด ผ้าถุงกับเสื้อปักลูกเดือย คนที่มีลูกชายก็ต้องทำได้ทุกคน มีลูกกี่คนก็ต้องทำให้ครบ ส่วนฝ่ายหญิงก็ต้องเตรียมผ้าถุงกับเสื้อที่ปักกับลูกเดือย 2 ชิ้น จะต้องเป็นผ้าฝ้ายที่ทำมาเอง เพื่อเอาไว้มอบให้แม่เจ้าบ่าว หรือต้องแลกเปลี่ยนกัน ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีบุตร หรือถ้ามีบุตรก็จะเป็นไข้ไม่สบาย ทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่เจริญก้าวหน้า การทอผ้าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้หญิงทุกคน ทำแล้วมีความสุข เห็นคนใส่ก็ดูดี ดูเรียบร้อย ดูเป็นชาวปกาเกอะญอ เป็นชุดประจำเผ่าของพวกเรา ชุดประจำเผ่ามีหลายรูปแบบและดูออกง่ายว่าใครมีครอบครัวและไม่มีครอบครัว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถสังเกตได้จากผ้าถุงกับเสื้อ ผ้าถุงจะเป็นสีแดงชมพู ส่วนเสื้อจะเป็นสีดำ ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะใส่ชุดสีขาว สิ่งเหล่านี้เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมานาน เป็นเรื่องผ้าทอกับชีวิตของพวกเราชาวปกาเกอะญอค่ะ...”

ผมนั่งคุยกับเจ๊ะอยู่นาน นานจนผมได้ฟังเรื่องราวการทอผ้าฝ้ายของพวกเธอจนละเอียดครบถ้วนกระบวนความ มันเรื่องผ้าทอชีวิตจริงๆ ถึงแม้เรื่องของเจ๊ะจะไม่ได้สนุกคลุกเคล้าน้ำตา เหมือนผ้าทอชีวิตในละครซีรีส์ที่ผมชื่นชอบ แต่เรื่องของเจ๊ะกลับทำให้ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงรากเง้าของตนเอง คิดถึงซิ่นไหมและผ้าขาวม้า

ถ้าสมมติว่ามีคนถามผมว่า ทำไมคนอีสานถึงต้องนุ่งผ้าซิ่น ผ้าโสร่งหรือทำไมต้องมีผ้าขาวม้า

ผมจะตอบเขาว่าอย่างไร...

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์