
สบตากับความสงสัย
โดย...ธนก บังผล
โดย...ธนก บังผล
รถทัวร์ขนาดเล็กติดแอร์เย็นเฉียบค่อยๆ เลื่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จุดหมายอยู่ที่สถานีขนส่งเวียงจันทน์ ประเทศลาว
การเดินทางเพียงลำพังและเรียบง่ายบังคับให้ชีวิตหนึ่งต้องปล่อยใจไปกับความสงสัยสองข้างทาง รูปทรงสถาปัตยกรรม ความเป็นอยู่ในชีวิต สภาพบ้านเมือง ป้ายถนนประจำทาง รวมถึงภาษาในการสื่อสาร
และนี่เป็นครั้งแรกที่กระเป๋าเสื้อผ้าบนหลังพาสองขาเข้ามาก้าวย่างเหยียบเวียงจันทน์
วันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์วันสุดท้ายของลาว ร้านค้าปิดบริการกันทั่ว มีเพียงเมืองหลวงพระบางที่คนหลั่งไหลไปฉลองกัน
เมืองแปลกถิ่นกับคนแปลกหน้า ทำเหงื่อไคลชุ่มโชกจากแดดระอุ
“Five Thousand Kips” ผู้สาวลาวเจ้าของร้านชำหัวมุมถนนป่าดงลาน (Rue Dongpalane) ส่งภาษาอังกฤษบอก เมื่อความสงสัยหยิบน้ำอัดลมขึ้นมา 1 ขวด
ด้วยความอ่อนโยนของผู้สาวลาวคนนั้น เธอส่งภาษาอังกฤษที่ฟังง่ายๆ แนะนำที่ซุกหัวนอนแห่งหนึ่งด้วยความกรุณา
เย็นวันนั้น หลังพระอาทิตย์ผ่อนแรงแผดเผาไปแล้ว จึงได้เริ่มเดินชมเมือง ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ
“พี่เป็นคนไทยหรือครับ หน้าตาไม่เหมือนคนไทยเลย”
บริกรโรงแรมเอ่ยขึ้นมาระหว่างสั่งอาหารเย็น
นั่นสินะ... คำถามนี้สะกิดให้ความสงสัยนึกย้อนไปตั้งแต่ลงรถ จนกระทั่งบัดนี้ยังมีแต่คนทักทายเป็นภาษาอังกฤษตลอด
คนแปลกหน้า แปลกถิ่น ดูแปลกแยก
“ขอน้ำก้อนด้วย ขอบใจหลายๆ”
“เจ้าๆๆ ได้เจ้า” หนุ่มบริกรโรงแรมเดินจากไปพร้อมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกลับมานั่งชวนคุย
22.00 น. คนแปลกหน้าย่างก้าวไปตามทางเท้า ในยามที่เมืองไร้การเคลื่อนไหว ค่อยๆ หลับ
เขาเบื่อ เขาเหนื่อย เขาล้า เขาผิดหวัง เขาหมดแรงใจ
โอกาสมาพักผ่อนถึงเวียงจันทน์นานๆ จะมีสักที แต่กลับพบกับเมืองที่ไร้ลมหายใจ
เลาะเลียบ เลี้ยวไปถึงหน้าตลาดใกล้สถานีขนส่ง ร้านรวงตั้งขายอาหารอยู่ 23 ร้าน จังหวะที่กำลังตัดสินใจ ร้านเล็กๆ ที่เลยไปอีกไม่ไกล กับโต๊ะไม่กี่ตัวนั้น ยังพอมีที่ว่าง
ระหว่างยืนอยู่หน้าร้าน แม่ค้าชะงักนิ่ง เมื่อเห็นคนแปลกหน้ายืนสงสัยอาหารที่อยู่ในหม้อ บรรยากาศนิ่งเงียบราวกับกำลังฟังเสียงดวงจันทร์หมุน
“นี่อะไรครับ” เขาถามแม่ค้าถึงของที่เห็นอยู่ต่อหน้าด้วยความสงสัย
นอกจากความเงียบที่แทนคำตอบแล้ว มีเพียงข้าวที่ถูกต้มจนเละนอนอุ่นไอร้อนผะผ่าวส่งกลิ่นหอม
“โจ๊กเหรอครับ”
แม่ค้าทำหน้างง พยักหน้ารับ
“นี่ไก่เหรอครับ เอาโจ๊กไก่ถ้วยหนึ่งครับ”
บนโต๊ะมีพริกเผา น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซอสพริก ลูกสาวเจ้าของร้านเดินเอาโจ๊กที่สั่งมาเสิร์ฟ ซึ่งน่าจะเป็นข้าวต้ม และมากกว่านั้น มาพร้อมถ้วยเล็กๆ และมะนาว 3 กลีบ
หญิงสาวผิวขาวเนียนละเอียดแม้ในยามที่ราตรีหมอง ผมถูกมัดรวบเรียบร้อย จมูกนิดโด่งตั้งสัน ทำให้ตาหมวยทั้งสองคมกริบ เอวบางร่างน้อยครึ่งหนึ่งของแม่
คนแปลกหน้าที่พกพาอารมณ์หน่ายในเสี้ยววินาทีที่สายตาจับจ้อง หัวใจเขาเต้นแรง หน้าที่แปลกถิ่นอยู่แล้วยิ่งร้อนผ่าว
เครื่องปรุงทุกอย่างถูกแต่งเติมไปตามความชอบใส่ในชามอย่างไม่สนใจว่ามันจะมีรสชาติออกมาอย่างไร เพราะสายตาไม่ได้อยู่ที่ชาม
รสชาติข้าวต้มไก่ออกเผ็ดๆ แต่ที่รู้สึกแน่ๆ คือ เธอกำลังแอบมองคนแปลกหน้าด้วยความสงสัย
เธอเบี่ยงหน้าหลบทันทีที่เขาแลไปสบตา หลายต่อหลายครั้งต่อมาการสบตาจึงเป็นไปด้วยการผลัดกันรุกรับ
สาวน้อยคงสงสัยในหน้าตาและคงอยากรู้ว่าเป็นใครมาจากไหน
แต่เขาอยากรู้เพียงอย่างเดียว
น้ำในแก้วถูกรินไปแล้ว 2 ครั้ง เธอหยิบน้ำเปล่าอีกเหยือกมาวางแทนบนโต๊ะทันที ซึ่งถือว่าเป็นการต่อเวลา ก่อนการแอบสบตาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“เก็บเงินด้วยครับ” คำพูดเมื่อต้องลาจาก
“เซี้ย เซี้ย” แม่เธอตะโกนตามหลัง
ความสงสัยที่ถูกสะสมมาตั้งแต่เหยียบแผ่นดินลาว แม่ค้าข้าวต้มเวียดนามตอบให้เสร็จสิ้นแล้ว
คนแปลกหน้า คือ คนจีนในสายตาคนในเวียงจันทน์มาทั้งวัน แม้จะส่งภาษาไทยไปก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครแน่ใจ
คนในสังคมไทยเองก็เป็นเช่นนี้มากมาย หรืออาจจะเป็นกันทั้งโลก คือ มองคนที่หน้าตา ตัดสินคนที่หน้าตา ใครหน้าตาดีก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนดี ใครหน้าตาละม้ายพวกก็จะถูกประเมินว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน การปฏิบัติต่อคนที่หน้าตาไม่ดี ไม่เข้าพวก ย่อมมีกำแพงทางหัวใจกั้นไว้เสมอ
และต่อให้คนหน้าตาไม่ดีแสดงมิตรไมตรีด้วยวิธีใดๆ ให้คนที่มีอคติเห็นในความเป็นจริง ก็มักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องประหลาด เป็นเรื่องที่คนแปลกหน้าพยายามจะเข้าพวก
คนไทยคนหนึ่งที่ไม่รู้จักใครเลยในเวียงจันทน์ แต่ไม่มีใครคิดว่าเป็นคนไทย ก็ไม่แปลก...เพราะแม้แต่คนไทยเองก็ยังเคยทักเขาเป็นคนจีนหรือญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป
ในขณะที่การเดินทางกับความสงสัยทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของ “ตัวตน”
มีอะไรบางอย่างกีดกันความจริงอยู่ในสายตาของคนทุกคน
เขาพบว่าการเป็นปริศนาให้คนอื่นสงสัยเองก็เป็นการทำให้เรามีรสชาติชีวิตที่ตื่นใจไปอีกแบบ
คนแปลกหน้าได้เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อการถูกสายตาคนอื่นตัดสิน จะเป็นไรไปเชียวหากเราจะถูกใครๆ มอง ใครๆ คิดว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราเป็นอะไร
เช่นเดียวกับที่เขาตั้งข้อสงสัยเมื่อแรกพบกับผู้สาวลูกแม่ค้า เธอคือหญิงเวียดนามที่เข้ามาใช้ชีวิตในเวียงจันทน์
คืนที่ได้สบตากับความสงสัย ทำให้อะไรบางอย่างนั้นเปลี่ยนความเหนื่อย ความท้อ ความหมองหม่น เป็นความประทับใจในเมืองเวียงจันทน์
แม้ครั้งนี้เวลาจะสั้นนัก แต่อารมณ์วัยหนุ่มยืนยันว่า อีกไม่นานเขาจะกลับไปถามเธอ?







