posttoday
โลกร้อนคนละลาย

โลกร้อนคนละลาย

29 เมษายน 2555

โลกวิปริตมากขึ้นทุกวัน 45 เดือนที่ผ่านมา

โลกวิปริตมากขึ้นทุกวัน 45 เดือนที่ผ่านมา คนไทยเพิ่งทุกข์ระทมกับน้ำท่วมใหญ่ บ้านเรือนจมน้ำเสียหายยับเยิน แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน คนไทยก็ต้องเผชิญกับความร้อนแล้งชนิดที่เรียกว่า “ร้อนตับแลบ” กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องประกาศพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) รวม 48 จังหวัด 3.4 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 4 แสนไร่ สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบ 2.74 ล้านตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลา ต้องรีบจับขายเพราะอุณหภูมิน้ำเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ทำให้ถูกกดราคา

ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยถึง 40 องศา ทำให้มีปรากฏการณ์แปลกๆ ให้เห็น เช่น เหตุการณ์เปลวไฟลุกขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ที่ ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เนื่องจากเป็นหลุมเผาถ่านเดิมที่ขี้เลื่อยและเศษก้อนถ่านตกค้าง และความร้อนในช่วงนี้กระตุ้นให้เกิดการเผาไหม้ขึ้น

นอกจากนี้แล้ว ความร้อนยังทำให้รางรถไฟย่านดอนเมืองขยายตัวจนรถไฟบรรทุกน้ำมันตกราง เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ถัดมาอีก 2 วันก็พบรางรถไฟช่วงวัดเสมียนนารี เขตจตุจักรโก่งตัวผิดรูปเป็นระยะทางประมาณ 20 เมตร แม้แต่สัตว์ก็ได้รับผลกระทบ ล่าสุดควายของกลุ่มอนุรักษ์ควายไทย ที่ ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ก็ขาดใจตายเพราะทนความร้อนของอากาศไม่ได้ ความดันในร่างกายสูงจนอวัยวะภายในทะลักออกมาทางก้น!!!

สภาพอากาศที่ร้อนระอุอ้าวจนผิวหนังแทบเกรียมไหม้ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนถึงผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อน แต่ภาวะเป็นลมและเสียชีวิตจากอากาศร้อน ก็ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นทุกวัน จนอาจเรียกได้ว่า “ภาวะร้อนจัด” คือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่คนไทยต้องเตรียมเผชิญ

nกรุงเทพฯ เกาะแห่งความร้อน

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงสภาพอากาศที่ร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ภูมิอากาศของประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ และเนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั่วไปเอง โดยปัจจัยทั้งหมดเมื่อรวมกันแล้วส่งผลให้ประเทศไทยมีวันที่ร้อนเกินกว่า 35 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้น อากาศที่ร้อนจึงยาวนานขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่อากาศร้อนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น ส่งผลมาจากอีกปัจจัยหนึ่ง คือ สภาพของเมืองที่มีลักษณะเป็น “เกาะความร้อน” ที่นอกจากจะได้รับความร้อนโดยตรงจากอากาศและแสงแดด พื้นดิน และต้นไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยพื้นและผนังคอนกรีตดูดซับและเก็บกักความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่า เมื่อรวมกับความร้อนจากการใช้รถยนต์ ความร้อนจากเครื่องปรับอากาศจากตึกอาคารในปริมาณการใช้จำนวนมากพร้อมๆ กัน รวมถึงตึกอาคารสูงที่บังลมที่ช่วยถ่ายเทอากาศ โดยปกติ กทม. ที่อากาศร้อนอยู่แล้วและร้อนตลอดเวลา ก็ยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก

ขณะที่ สมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายถึงปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติของอากาศในฤดูร้อนของประเทศไทยและภูมิภาคแถบเส้นศูนย์สูตรนี้ แต่ที่รู้สึกว่าร้อนมากเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป

โลกร้อนคนละลาย

 

“สังเกตได้ว่า หน้าร้อนปีนี้ฝนมาบ่อย ซึ่งปกติประมาณ 15 วัน ก็อาจจะตกสักครั้งหนึ่ง ปีนี้กลับมีอากาศเย็นทุก 5 วัน 7 วัน ซึ่งมาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ผสานกับลมตะวันตก ในรอบ 30 ปี หน้าร้อนปีนี้ถือว่ามีฝนตกมากที่สุดด้วยซ้ำไป และแดดที่ออกหลังฝนตก ไม่มีเมฆ ละอองน้ำ ไม่มีฝุ่นกรองแสงแดดเลย ประกอบกับดวงอาทิตย์ที่ตั้งฉากกับประเทศไทยพอดี จึงเป็นแดดที่รู้สึกว่าแผดจ้ากว่าปกติ ขณะที่ร่างกายที่ต้องปรับตัวเร็วเกินไป จึงรู้สึกว่าร้อนมาก ทั้งที่เปรียบกับปี 2553 แล้ว ปีนี้ร้อนน้อยว่าด้วยซ้ำไป” รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าว

สมชาย กล่าวอีกว่า อากาศร้อนจะยังคงมีอยู่อีกไม่กี่วันเท่านั้น เพราะเมื่อย่างเข้าสู่เดือน พ.ค. อากาศก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นเข้าสู่ฤดูฝน โดยยังไม่พบว่าจะมีปัจจัยที่ทำให้อากาศผิดปกติจากช่วงฤดูกาลเดิม

nร้อนจัดทำแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน ทั้งแผ่นดินไหว อากาศร้อน ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นผลเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่ อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซา กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพภูมิอากาศมีความเปลี่ยนแปลงมากกว่าในอดีต โดยฤดูร้อนจะร้อนมากขึ้น ส่งผลให้น้ำจากมหาสมุทรระเหยขึ้นมาบนอากาศกลายเป็นความชื้น และเกิดการปะทะกันระหว่างมวลอากาศร้อนและเย็น จนเกิดเป็นพายุลมแรงที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่มนุษย์ในที่สุด

“สภาพดินฟ้าอากาศทุกวันนี้แปรปรวนกว่าเดิมมาก จะเห็นว่าประเทศไทยเกิดพายุหมุนบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ขณะที่ฤดูหนาวในประเทศยุโรปช่วงที่ผ่านมาก็ประสบภาวะภัยหนาวรุนแรงถึงลบ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสะท้อนถึงภาวะไร้สมดุลของโลกที่กำลังเกิดขึ้น” อาจอง กล่าว

อาจอง กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณการไว้ว่า ถ้ามนุษย์ยังคงเร่งแข่งขันทางอุตสาห กรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง คาดว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 56 องศาเซลเซียส ภายในปลายศตวรรษนี้ หรือราว 7080 ปีข้างหน้า แต่เนื่องจากปัจจุบันมีหลายตัวแปรเป็นอัตราเร่ง จึงอาจทำให้วิกฤตการณ์มาเร็วกว่าที่คาด หรืออีกประมาณ 3050 ปีข้างหน้า

อาจอง กล่าวว่า ไม่เพียงแค่สภาพอากาศร้อนจะทำให้เกิดพายุลมแรงเท่านั้น ยังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะท่วมเข้ามาถึงหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของไทย

“ภาวะโลกร้อนยังเป็นสาเหตุให้แผ่นเปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวถี่ขึ้นและแรงขึ้น ดังเห็นได้จากรอยเลื่อนของเปลือกโลกทางฝั่งทะเลอันดามันที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินว่าต้องใช้เวลาสั่งสมพลังงานถึง 100 ปี จึงจะเกิดแผ่นดินไหว แต่ในที่สุดเพียงไม่กี่ปีก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งในอนาคตต้องระมัดระวังอย่างยิ่งว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์และอาจมีผลถึงอ่าวไทยได้” อาจอง กล่าว

อาจอง กล่าวอีกว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดในปีนี้ เนื่องจากปรากฏการณ์ลานินญากำลังอ่อนตัวลง ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อย และในช่วงปลายปีนี้ปรากฏการณ์เอลนินโญจะเข้ามาแทนที่ โดยคาดว่าปีหน้าไทยจะร้อนจัดยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นวิกฤตภัยแล้ง

ขณะที่ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับเห็นค้านว่าสภาพอากาศร้อนที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์พายุสุริยะอย่างแน่นอน และองค์การนาซาก็ยืนยันด้วยว่า พายุสุริยะไม่มีผลต่อเหตุแผ่นดินไหวใดๆ ทั้งสิ้น

เจษฎา กล่าวว่า อากาศที่ร้อนจัดขณะนี้ถือเป็นภาวะปกติที่โลกเคลื่อนตัวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในช่วงเดือน เม.ย.ของทุกปี ซึ่งประเทศไทยจะไม่ร้อนถึงขั้นเกิดฮีตเวฟเหมือนในประเทศตะวันตก

“ภัยร้อนมีผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง 2 ข้อ คือ อาการขาดน้ำและมะเร็งผิวหนัง ซึ่งเชื่อว่าคนไทยยังสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่าชาวตะวันตก เพราะเป็นประเทศเมืองร้อนอยู่แล้ว” เจษฎา กล่าว

ทั้งนี้ เจษฎา ยืนยันด้วยว่า อุณหภูมิสูงระดับนี้จะยังไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของพืชและสัตว์แต่อย่างใด

nระวังร้อนโรคกำเริบ

นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขผู้ป่วยหรือเสียชีวิตจากอากาศร้อน เนื่องจากหากมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยผู้ป่วยจะไม่มาที่โรงพยาบาล แต่สำหรับรายที่เป็นหนักถึงขั้นเสียชีวิตจะถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิตจากโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความร้อน เช่น หัวใจวาย เป็นต้น

นพ.สมเกียรติ ระบุว่า ที่ต้องระวังคือ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและอาการกำเริบจากภาวะอากาศร้อนจัด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคไต และโรคอ้วน เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีระบบการไหลเวียนของโลหิตและระบบการระบายความร้อนออกจากร่างกายต่ำกว่าคนปกติ นอกจากนี้กลุ่มคนชราและเด็กเล็กก็ต้องระวังสุขภาพด้วยเช่นกัน

“อาการป่วยที่เกิดจากความร้อนโดยตรง จะเริ่มจากอาการเล็กๆ เช่น มีผื่น เป็นตะคริวเนื่องจากเสียน้ำและเกลือแร่ หนักขึ้นมาอีกคืออาการเป็นลมเพราะเปลี่ยนอิริยาบทเร็วจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน อาการเพลียแดดเพราะร่างกายเสียน้ำเยอะ ขั้นนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว ตัวร้อน คลื่นไส้อาเจียน และที่หนักสุด คือ ฮีตสโตรก ซึ่งถ้าควบคุมไม่ได้จะมีผลต่อหัวใจและระบบประสาทถึงขั้นเสียชีวิต” นพ.สมเกียรติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท