
มท.1เยือนเขมรถกผู้ว่าชายแดน
มท.1 นำคณะ เยือนกัมพูชา ถกผู้ว่าฯชายแดน พร้อมเปิดนำร่องด่านข้ามแดนเกาะกง
มท.1 นำคณะ เยือนกัมพูชา ถกผู้ว่าฯชายแดน พร้อมเปิดนำร่องด่านข้ามแดนเกาะกง
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 4 โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน 7 จังหวัด ที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา และตัวแทนกองทัพ เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ นายยงยุทธ ได้กล่าวก่อนเดินทางว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพราะไม่ได้ประชุมร่วมกันมานาน โดยครั้งล่าสุดประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดการประชุมที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2549 และถือว่าเป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยียนประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตามการประชุมในครั้งนี้ เป็นการกำหนดกรอบเกี่ยวกับ การค้าตามแนวชายแดน การเดินทางเข้าออกของทั้ง 2 ประเทศ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย
เมื่อถามว่า จะมีการหารือเกี่ยวกับข้อพิพาท กรณีเขาพระวิหาร หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่มีการหารือเพราะไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
จากนั้นเมื่อเวลา 09.30 น. นายยงยุทธ เดินทาง มายังกรุงพนมเปญทก่อนที่จะเดินทางไปประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลกัมพูชา วิมานสันติภาพ ในเวลา 11.00 น. โดยมีนายซอร์ เค็ง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และคณะผู้บริหารราชอาณาจักรกัมพูชา ประกอบด้วยผวจ. 9 จังหวัด เข้าร่วมประชุม ก่อนที่ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ของทั้ง 2 ประเทศ จะเปิดการประชุมร่วมกัน
นายยงยุทธ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมตอนหนึ่ง ว่า เป็นสิ่งที่ท้าทายที่จะร่วมมือกันสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้จังหวัดตามแนวชายแดน ที่จะทำให้สานต่อให้เป็นไปอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างความเป็นปึกแผนตามแนวชายแดนให้เป็นไปอย่างมั่นคง และในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเพื่อความสัมพันธ์ที่ยาวนาน แม้ว่าจะห่างเหินไปนานถึง 6 ปี ซึ่งครั้งล่าสุดประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะผู้ว่าฯชายแดนไทยกัมพูชาครั้งที่ 3 เมื่อปี 2549 และจากความร่วมมือ ที่ทั้ง 2 ประเทศ จึงได้สานความสัมพันธ์ จนทำให้เกิดความเข้าใจและเดินหน้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของประชาชน 2 ประเทศ แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะได้ข้อยุติในหลายเรื่อง ขณะเดียวกันต้องเตรียมความพร้อมของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนให้เดินหน้าไปสู่ประชาคมอาเซียน ในปี2558
ด้านนายซฮร์ เค็ง กล่าวย้ำว่า ความสัมพันธ์ที่ดี จะเป็นการสร้างให้เขตแดนของทั้ง 2 ประเทศ เป็นเขตสันติภาพ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ทั้งนี้ นอกจากความสำเร็จด้านความมั่นคงแล้ว จะมีการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปด้วย
จากนั้นเมื่อเวลา 14.30 น. นายยงยุทธ และ นายเซอร์ เค็ง ได้ร่วมลงนามในบันทึกการประชุม คณะผู้ว่าราชการชายแดนครั้งที่ 4 โดย หลักใจความสำคัญว่า ทั้ง 2 ประเทศ จะส่งเสริมความสงบและความมั่นคง ตามแนวชายแดน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และทหาร ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ในการที่จะแก้ไขปัญหาและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ทั้งการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยนเบื้องต้นกรณีที่มีเหตุปะทะ ตามแนวชายแดน
บันทึกข้อตกลง ยังระบุว่า จะมีการดำเนินการโครงการนำร่องในการบริหารจัดการข้ามแดนไปยังด่านถาวร จามเยียม-หาดเล็ก จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา และจ.ตราด ประเทศไทย โดยอนุญาติให้ประชาชน ของจ.เกาะกง สามารถใช้บัตรผ่านแดน เดินทางได้ถึง จ.ตราด จันทบุรี และชลบุรี ขณะที่ประชาชนของ จ.ตราด จะข้ามแดน และเดินทางได้ถึง จ.เกาะกง จ.สพระสีหนุ จ.กำปอด และจ.เคป ของประเทศกัมพูชา อีกทั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริม การแลกเปลี่ยนสินค้า และผลผลิตทางการเกษตร ร่วมถึงเศรษฐกิจ ตามแนวชายแดน จะมีการเปิดจุดผ่านแดน บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ตรงข้ามช่อง บึงสนอ บ้าน ไปรจัน จ.บันเตียเมียนเจย รวมถึงยกระดับจุผ่อนปรนการค้า ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ตรงข้ามช่องอันเส็ก จ.พระวิหาร เป็นจุดผ่านแดนถาวร และกัมพูชา ยังได้เสนอเปิดจุดผ่านแดนโอเลก จ.ไพลิน ซึ่งอยู่ระหว่าง จ.ไพลิน และจ.จันทบุรี ซึ่งเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศ ไปประสานงานผ่านกลไลต่างๆ
นอกจากนี้ ยังเห็นพ้อง ที่จะดำเนินการตามโครงการวีซ่าแอ็ซเม็ซ (VISA-ACMECS) ด้วยการสถาปนาเมืองคู่แฝดระหว่างจังหวัดชายแดน ประกอบด้วย ศรีสะเกษ-เสียมราฐ สุรินทร์-อุดรมีชัย สระแก้ว-บันเตียเมียนเจย จันทบุรี-ไพลิน และ ตราด-เกาะกง เพื่อร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือในระดับจังหวัดให้เพิ่มมากขึ้น
อนึ่ง การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในรอบ 6 ปี หลังจากเกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2549 และจากนั้นก็เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนเรื่อยมา จนเกิดการปะทะอย่างรุนแรง ในช่วงรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ







