
สัญญาณถอย เทมาเซก
หากเอไอเอสและกลุ่มชินคอร์ปต้องจ่ายค่าเสียหายก้อนมหาศาลก็พอจะมองเห็น “เส้นทาง” ของบริษัทในอนาคต เพราะงานนี้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ชี้ชัดมาแล้ว โอกาสที่จะรอดพ้นความผิดคงยาก
หากเอไอเอสและกลุ่มชินคอร์ปต้องจ่ายค่าเสียหายก้อนมหาศาลก็พอจะมองเห็น “เส้นทาง” ของบริษัทในอนาคต เพราะงานนี้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ชี้ชัดมาแล้ว โอกาสที่จะรอดพ้นความผิดคงยาก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
มีสัญญาณคลื่นความถี่สูงจากสิงคโปร์แล้วว่า “กองทุนเทมาเซก” ซึ่งเข้ามาซื้อหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น แบบยกกระบิของตระกูลชินวัตร อยากจะ “ถอย” และ “ถอน” จากการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
แม้ผู้บริหารกลุ่มชินฯ จะออกมาการันตีว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงผู้ถือหุ้นขณะนี้
แต่ลึกๆ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกฝ่าย “หวั่นไหว” กับผลต่อเนื่องของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คลื่นความถี่สูงยังส่งสัญญาณด้วยว่า งานนี้กองทุนเทมาเซกอยู่ในสภาพหลังพิงฝา
แม้จะอยากขายหุ้นออก แต่จะหาคนซื้อก็ยากเต็มที
เมื่อข่าว “วงใน” จากกระทรวงการคลัง ที่จูนตรงกับข่าวของกระทรวงไอซีที ระบุว่า
อาจมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังกรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริษัท เอไอเอส และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาทั้งหมด
...ตัวเลขที่ออกมาเฉียดๆ แสนล้านบาท
จึงไม่แปลกที่ช่วงหลังๆ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าหุ้นกลุ่มชินฯ จ่ายเงินปันผลค่อนข้างสูง
โดยหลังสุดเทมาเซกซึ่งถือหุ้นชินคอร์ปอยู่ที่ 3,076.75 ล้านหุ้น หรือ 95.98% ได้รับเงินปันผลเป็นจำนวน 3,845.93 ล้านบาท
แหล่งข่าวระบุว่า ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. กระทรวงไอซีทีจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจรื้อสัญญาของเอไอเอสที่ศาลฎีกามีคำตัดสินออกมาชัดเจนว่ามีการแก้ไขโดยมิชอบ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สำหรับเรื่องค่าเสียหายก็จะมีการเรียกย้อนหลังกับบริษัท เอไอเอส หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
“ส่วนผู้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดก็จะมีการดำเนินคดีฟ้องร้องต่อไป” แหล่งข่าวระบุ
โดยผู้กระทำผิดจะครอบคลุมอดีตผู้บริหารองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท) รวมถึงบอร์ดชุดที่อนุมัติการแก้ไขสัญญาด้วย
ขณะที่กระทรวงการคลังตั้งแท่นไว้ว่า
มูลค่าความเสียหายจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่เอไอเอสต้องจ่ายให้ ทศท (ปัจจุบันคือบริษัท ทีโอที) ในการลดค่าสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน จากเดิม 25% เหลือ 20% ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท
การแก้ไขสัญญาสัมปทานเรื่องค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (โรมมิง) ให้เอไอเอส อีก 6,900 ล้านบาท
ขณะที่ค่าเสียหายจากการออก พ.ร.ก.นำภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม หักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน ทำให้ทีโอทีเสียหายเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารบริษัท เอไอเอส ระบุว่า หากมีการดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายจริงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปี
กว่าจะผ่านกระบวนการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการตามที่สัญญาสัมปทานกำหนดก็ต้องใช้เวลา 2 ปี
จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแพ่งหรือศาลปกครอง หากพิจารณาทั้ง 3 ศาลต้องใช้เวลาถึงราว 6 ปี
นายวิเชียร ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของตัวบุคคล และไม่เชื่อว่าการดำเนินการของภาครัฐที่สืบเนื่องจากคำพิพากษาจะไปถึงขั้นการยึดสัมปทาน
“บริษัทมีความกังวลต่อการดำเนินการของภาครัฐ และได้มีการพูดคุยกันระหว่างผู้บริหารในกลุ่มชินคอร์ปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมแผนรองรับ ซึ่งฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาอยู่” นายวิเชียร ระบุ
อีกกรณีที่ทำให้กลุ่มเทมาเซกอยากจะถอยหนีจากหุ้นชินคอร์ป น่าจะเป็นเพราะคดีบริษัท กุหลาบแก้ว เป็นนอมินีถือหุ้นชินคอร์ปนั้นยังคาราคาซังอยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ
กรณีดังกล่าวสังคม “มีคำตอบ” ให้แล้วว่าเทมาเซกผิดหรือไม่ เพียงแต่งานนี้สาวไปก็เจอตอ
สาวไปสาวมา คนทำคดีก็น้ำท่วมปาก!!!
คำถามต่อมาก็คือหากกลุ่มเทมาเซกถอยหลังไป ชินคอร์ปจะอยู่อย่างไร และใครจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายต่อไป
เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้นักธุรกิจที่เคยกอดคอกับกลุ่มเทมาเซกน่าจะถอยหนีกันหมด
ไม่ว่าจะเป็นแบงก์กรุงเทพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี
งานนี้คงไม่มีใครอยากร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มทักษิณ เรียกได้ว่าครั้งเดียวก็เกินพอ
อีกทั้งหากเอไอเอสและกลุ่มชินคอร์ปต้องจ่ายค่าเสียหายก้อนมหาศาลก็พอจะมองเห็น “เส้นทาง” ของบริษัทในอนาคต
เพราะงานนี้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ชี้ชัดมาแล้ว โอกาสที่จะรอดพ้นความผิดคงยาก
เพียงแต่การ “ตีราคา” ความเสียหายที่เอไอเอสจะต้องจ่ายเพิ่มเป็นเท่าไหร่แค่นั้น
จริงๆ แล้วสังคมไม่ควรที่จะบอกว่าเอไอเอสต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่
เพราะคำพิพากษาก็บอกชัดเจนแล้วว่าการแก้ไขสัญญาดังกล่าวกระทำไม่ถูกต้อง มีการใช้อำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม
ดังนั้น ทางที่ดี สังคมควรบอกว่าประเทศไทยและคนไทยจะได้รับความยุติธรรมอย่างไรน่าจะถูกต้องกว่า!!!







