
เสียบบัตรต้องสำนึก
กรณี สส.กดบัตรแทนกัน ในระหว่างลงคะแนนเพื่อรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไร้วุฒิภาวะของผู้แทนปวงชนชาวไทย ที่นอกจากจะไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองแล้ว ยังแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่อีกด้วย
กรณี สส.กดบัตรแทนกัน ในระหว่างลงคะแนนเพื่อรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไร้วุฒิภาวะของผู้แทนปวงชนชาวไทย ที่นอกจากจะไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองแล้ว ยังแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่อีกด้วย
ตามจริง สส.ถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่หลักคือการออกกฎหมายและการควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งได้มีการกำหนดให้มีการประชุมสภาสัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันพุธ เริ่มประมาณบ่ายโมงถึงสามทุ่ม ส่วนในวันพฤหัสบดี เริ่มสิบโมงเช้าถึงหกโมงเย็น
จากข้อมูลตรงนี้ จะเห็นว่าช่วงระยะเวลาการทำหน้าที่ของ สส.ไม่ได้บีบรัดถึงขนาดที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนทำให้เข้าร่วมประชุมสภาไม่ได้
ขณะเดียวกัน หากนำไปพิจารณาความคุ้มค่าการทำงานกับเงินเดือนและค่าตอบแทนของ สส.ในแต่ละเดือนที่ได้รับประมาณแสนกว่าบาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึงสวัสดิการอื่นๆ ที่ได้รับ อาทิ ค่าเดินทาง การประกันสุขภาพ อีกมหาศาล ซึ่งถือว่าไม่คุ้มกับรายจ่ายจากภาษีประชาชน
ฉะนั้นพฤติกรรมการฝากบัตรให้ สส.ด้วยกันนำไปลงคะแนน ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายยิ่งในระบบรัฐสภา เพราะนอกจาก สส.ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ประชาชนเลือกตั้งมาแล้ว ยังทำให้ข้อเท็จจริงของกฎหมายมีความคลาดเคลื่อนไป อันเนื่องจากไม่มีความเป็นอิสระในการลงคะแนน
เฉกเช่นเดียวกัน สส.ผู้ทำหน้าที่กดบัตรให้คนอื่นนั้นก็ต้องเลิกพฤติกรรมเช่นนี้เสีย เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับสังคม เสมือนเป็นการฉ้อฉลเพื่อทำให้ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงจริยธรรม คุณธรรม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดย่อมส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐสภาไทย การเมืองไทย ทรุดเสื่อมหนักลงไปอีก หลังจากที่มีภาพโป๊โผล่กลางที่ประชุมสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน และยังไม่สามารถหาคนผิดมาลงโทษได้
อย่างไรก็ตาม ความจริงเรื่อง สส.ได้กดบัตรแทนกันนั้นมีมานานแล้ว แต่ไม่มีการตรวจสอบเอาผิดกันอย่างจริงจัง จึงทำให้มีการละเมิดเรื่อยมาจนแทบจะชาชินกันไปเสียแล้ว
ดังนั้น จึงขอให้ สส.ทุกคนกระตุ้นต่อมจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ในการทำหน้าที่ให้มากขึ้น และโดยเฉพาะนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ควรนำคลิปการเสียบบัตรแทนกันของ สส.มาเปิดเผยต่อสาธารณะทันที มิเช่นนั้นอาจถูกกล่าวหาเล่นเกมการเมือง ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์การเมืองแย่ลงไปอีก
ที่สำคัญประธานรัฐสภาในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องตรวจสอบเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับจริยธรรม คุณธรรม สส.อย่าได้เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล และต้องนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษเป็นตัวอย่างให้ได้ รวมถึงนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ ต้องสอบอย่างตรงไปตรงมา
มิเช่นนั้นอย่าหวังการเมืองไทยจะพ้นวงจรอุบาทว์







