
อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์ : จากสฤษดิ์ถึงทักษิณ
...นายศาสตรา
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิใช่อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกยึดทรัพย์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกยึดทรัพย์คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จนได้ฉายาว่า
“จอมเผด็จการ” ครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2500 จนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2506จอมพลสฤษดิ์ไม่ควรจะถูกยึดทรัพย์ เพราะผู้สืบทอดอำนาจต่อมาคือจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นทายาททางการเมืองของตนเอง และจอมพลสฤษดิ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงยิ่ง แต่เพราะบุตรภรรยาของจอมพลสฤษดิ์แย่งมรดกกันเองจนเกิดการขุดคุ้ยและเปิดโปงให้เห็นความ
“ร่ำรวยผิดปกติ” เป็นข่าวใหญ่โต จนจอมพลถนอมไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน และนำไปสู่การยึดทรัพย์ โดยอาศัยอำนาจเผด็จการของมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502ทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ถูกยึดไป 600 ล้านบาทเศษ โดยท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ได้ยื่นฟ้องคัดค้านการยึดทรัพย์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2508 แต่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง
อดีตนายกรัฐมนตรีคนต่อมาที่ถูกยึดทรัพย์ คือ จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์นั่นเอง จอมพลถนอมหลุดจากอำนาจหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 มีการขุดคุ้ย เปิดโปง โจมตี จอมพลถนอมและพวกอย่างรุนแรง ต่อเนื่อง จนนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ต้องประกาศอายัดทรัพย์สินของจอมพลถนอมและพวก และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้น สุดท้ายได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2516 ยึดทรัพย์สินรวม 434 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2517
ต่อมาจอมพลถนอมสามารถเดินทางกลับจนเกิดการนองเลือดและการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 จอมพลถนอมได้ยื่นฟ้องขอทรัพย์สินคืน แต่ศาลทั้งชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา พิพากษายกฟ้อง
อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ที่ถูกยึดทรัพย์คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งถูกตรวจสอบพบว่าร่ำรวยผิดปกติ หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534
หลังรัฐประหารได้มีการออกประกาศของ
“คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” ฉบับที่ 26 ตั้งคณะกรรมการสอบทรัพย์สินนักการเมือง พร้อมออกคำสั่งอายัดทรัพย์นักการเมืองในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย รวม 25 คน คณะกรรมการดังกล่าวมี พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธานหลังการตรวจสอบ มีการยึดทรัพย์สินเพียง 10 คน ซึ่งรวมทั้ง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่ต่อมามีการเปิดช่องให้ผู้ถูกยึดทรัพย์มีสิทธิคัดค้านต่อศาลได้ โดยการแก้ไขประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26
หลังจากการร้องคัดค้านต่อศาล ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสมัยนายประมาณ ชันซื่อ เป็นประธานศาลฎีกา ได้พิพากษาว่าอำนาจของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินขัดต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นโมฆะ ทำให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และพวกทั้ง 10 คน พ้นจากการถูกยึดทรัพย์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ที่ถูกยึดทรัพย์ หลังถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทเศษ จากจำนวนที่อายัดไว้ 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ
กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีทั้งส่วนที่ละม้ายคล้ายคลึงและแตกต่างจาก 3 กรณีในอดีต ดังนี้
ประการแรก สิ่งที่เหมือนกันทั้ง 4 กรณี คือ จุดตั้งต้นของการตรวจสอบและตามมาด้วยการยึดทรัพย์สินคือ การเปิดโปง ขุดคุ้ย การทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง
ประการที่สอง แม้การยึดทรัพย์ 2 กรณีแรก คือ กรณีจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมจะมิได้เกิดหลังจากการรัฐประหารโดยตรง แต่ก็ใช้อำนาจกฎหมายที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร คืออำนาจเผด็จการตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 และมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2516 และทั้ง 4 กรณี กระทำได้หลังจากผู้ถูกยึดทรัพย์พ้นจากอำนาจไปแล้วทั้งสิ้น
ประการที่สาม กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ คล้ายคลึงกับกรณีของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทั้งในแง่ที่เกิดจากการรัฐประหาร ซึ่งอ้างเหตุผลสำคัญเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ข้อแตกต่างสำคัญ คือ กรณีของ พล.อ.ชาติชาย เป็นการยึดทรัพย์โดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งต่อมาที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจที่มิชอบ แต่กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ใช้อำนาจยึดทรัพย์คือศาลฎีกา ซึ่งนอกจากจะได้วินิจฉัยอำนาจโดยชอบของ คตส. และของศาลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ยังอธิบายชัดเจนถึงการได้ทรัพย์มาโดยมิชอบ และยึดทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่ได้มาโดยมิชอบเท่านั้น ไม่ยึดหมด
กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงนอกจากยากที่จะได้ทรัพย์สินคืนอย่างกรณีของ พล.อ.ชาติชาย แล้ว ยังจะต้องตามมาด้วยคดีแพ่งและอาญาอีกหลายคดีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาแล้วด้วย







