
รอลงอาญา2ปีแดงเผาศาลากลางอุบล
ศาลอุทรณ์ภาค 3 ตัดสินดีเจสาวสองฝั่งโขง แกนนำเสื้อแดงให้รอลงอาญา 2 ปี คดีเผาศาลากลางอุบลราชธานี
ศาลอุทรณ์ภาค 3 ตัดสินดีเจสาวสองฝั่งโขง แกนนำเสื้อแดงให้รอลงอาญา 2 ปี คดีเผาศาลากลางอุบลราชธานี
น.ส.อุบลกาญจน์ อมรสิน หรือ ดีเจสาวสองฝั่งโขง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมารับฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในคดีก่อความไม่สงบ และ เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 16-19 พ.ค. 2554 ฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนให้กระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และ เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
ทั้งนี้โดย ศาลชั้นต้น ได้ตัดสินครั้งแรก ในวันที่ 13 ก.ย. 2554 ให้ลงโทษน.ส.อุบลกาญจน์ ฐานเป็นผู้สนับสนุน มีโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญามีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และจำเลยยินยอมเป็นเวลา 72 ชั่วโมง และห้ามจำเลยเข้าร่วมชุมนุมในลักษณะฝ่าฝืนกฏหมาย
นอกจากนี้พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นโจทย์ ขอยื่นอุทรณ์คัดค้านคำพิพากษา ขอไม่ให้รอการลงโทษ ต่อศาลอุทรณ์ภาค 3 ลงวันที่ 5 ม.ค. 2555 และในวันนี้ ศาลอุทรณ์ภาค 3 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ลงทะเบียนแจ้งลงทะเบียนความประสงค์ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน ตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว แม้ตามขอบเขตเงื่อนไขที่ยื่นจะระบุว่าจะไม่ดำเนินการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม
อย่างไรก็ตามจำเลยกระทำผิดเพียงผู้สนับสนุนพวกจำเลย ซึ่งเป็นนักจัดรายการวิทยุด้วยการให้ใช้เครื่องมือ และ อุปกรณ์ในการส่งสัญญาณวิทยุปลุกระดมให้ประชาชนก่อความไม่สงบ และล่วงละเมิดต่อกฏหมายทำการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี การกระทำจำเลยไม่ร้ายแรงหนัก แม้ผลที่ตามมาจะร้ายแรงดังที่โจทย์อุธรณ์ก็ตาม จึงเป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งจะเป็นบทเรียนแก่จำเลยในการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่ศาลชั้นต้นให้โอกาสแก่จำเลย เพื่อกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษและให้คุมประพฤติจำเลย จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลอุทรณ์ภาค 3 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทย์ฟังไม่ขึ้น







