
3 ปัจจัย พลังเงียบหายไป
8...ทีมข่าวการเมือง
ปัจจัยที่ทำให้เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำเมื่อครั้งการชุมนุมใหญ่เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว จนกลายเป็น
“
สงกรานต์เลือด” คือ รบไม่มีแผน ไม่มีการจัดระบบ เกิดจลาจลจนละเมิดสิทธิประชาชน ทำให้ชุมชนต่างๆ ไม่ว่า ชุมชนนางเลิ้ง ชุมชนดินแดง ชุมชนซอยเพชรบุรี ต่างออกมาต่อต้านขบวนการเสื้อแดงอย่างหนักและนำไปสู่ การประกาศสลายการชุมนุม เป็นบาดแผลของ คนเสื้อแดง จนถึงทุกวันนี้
นั่นเป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองที่มีการเผชิญหน้า ระหว่าง ประชาชน กับ รัฐ ฝ่ายที่จะชี้ขาดว่า ขั้วใดจะ
“แพ้ชนะ” อยู่ที่ “ความชอบธรรม” ของการชุมนุม ยุทธวิธีเคลื่อนไหว ข้อเรียกร้อง รวมถึงท่าทีฝ่ายรัฐบาลที่จะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมที่สุดแล้ว
“พลังเงียบ” จะเป็นฝ่ายชั่งน้ำหนักว่า ฝ่ายใดมีความชอบธรรมกว่ากันวันนี้ สถานการณ์การต่อสู้แตกออกเป็นสองขั้วชัดเจน กลุ่มเสื้อแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มไม่เอาระบอบทักษิณ มีอัตราส่วนใกล้เคียงกัน ที่เหลือคือ พลังเงียบประมาณ 4050%
ผลสำรวจจากโพลสำนักต่างๆ ก็ชี้ชัดตามสัดส่วนนี้ การชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค. ของแกนนำเสื้อแดง โดยประกาศว่าจะมีมวลชนนับล้านบุกกรุงเทพฯ ตั้งเวทีกลางที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ใช้พื้นที่ชุมนุมลากยาวตั้งแต่สนามหลวงจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า
แม้มวลชนอาจมาได้ไม่ถึงหลักล้าน หรือเหลือแค่หลักแสน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา หากการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ สันติ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความยุติธรรมตามความเชื่อ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวตามสิทธิอันชอบธรรมในวิถีทางประชาธิปไตย
แต่หากการชุมนุมใหญ่ของ
“แดงทั้งแผ่นดิน” เกิดความรุนแรงขึ้นมา ไม่ว่าโดยปัจจัยใด ทั้งผู้ที่จ้องสร้างสถานการณ์ แนวร่วมทักษิณ หรือฝ่ายรัฐเป็นคนสร้าง ประเทศก็จะเกิดการจลาจล วุ่นวาย เศรษฐกิจที่กำลังเดินไปด้วยดีจะถอยหลังจมเข้าหุบเหวอีกรอบการดีเดย์เคลื่อนพลครั้งใหญ่เริ่มวันที่ 12 มี.ค.นั้น ว่าไปแล้วอาจเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของม็อบเสื้อแดงภายในรัฐบาลนี้ เพราะเวลาของรัฐบาลอภิสิทธิ์เหลืออยู่ไม่ถึงสองปี
“
ทักษิณ ชินวัตร” และ แกนนำเสื้อแดง ต่างก็ตั้งความหวังว่า ครั้งนี้จะกดดันรัฐบาลได้หนักหน่วงกว่าการชุมนุมใหญ่ “เมษาเลือด” ยอดมวลชนที่ตั้งเป้าไว้จึงมากกว่าเดิมจาก 1 แสนคนเป็น 1 ล้านคน“
เข้มข้นดุดันปิดเกมเร็ว” นี่คือเป้าประสงค์ของทักษิณและแกนนำ นปช.กลุ่มเสื้อแดงมีวิทยุชุมชนคอยปลุกเร้าระบบสองมาตรฐาน และความไม่เป็นธรรมที่ทักษิณถูกยึดทรัพย์ ขณะเดียวกันทักษิณคอยปลุกปั่นคนเสื้อแดงให้บุกกรุงกันให้มากๆ เพื่อให้ได้ชัยชนะจะได้ล้างไพ่นิรโทษกรรมคดีทุจริต
ทุกฝ่ายจึงเห็นตรงกันว่า การชุมนุมรอบนี้เข้มข้นและดุเดือดกว่าสงกรานต์เลือดแน่นอน
แม้แต่แกนนำพรรคเพื่อไทย หรือแกนนำเสื้อแดง ที่นำมวลชนออกมา ก็ไม่รับประกันความปลอดภัย เพียงแต่โยนว่า หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นต้องเป็นฝีมือของรัฐที่เป็นผู้สร้างสถานการณ์
ส่วนรัฐบาลก็ตั้งรับเต็มพิกัด โดยเฉพาะ นายกฯ อภิสิทธิ์ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาพูดเองว่า ได้กลิ่นวินาศกรรม วางระเบิด เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงหวังเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ปัจจัยแวดล้อม ขณะนี้ก็เห็นสัญญาณที่น่าวิตก ทั้งความเคลื่อนไหวของกลุ่ม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ
“เสธ.แดง” หรือ “เคทอง” ลูกน้องสนิท รวมถึงกรณีระเบิดธนาคารกรุงเทพที่ถูกโยงเกี่ยวข้องกันภาพที่ปรากฏเสมือนเรากำลังทำสงครามห้ำหั่น ตายกันเป็นข้าง
ฝั่งเสื้อแดงเตรียมประชาชนนับล้าน เตรียมเสบียงกรัง ระบบส่งกำลังบำรุง จัดการ์ดแดง นักรบดำ นับพันตามจุดชุมนุม ส่วนฝ่ายรัฐบาลเตรียมเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ร่วมครึ่งแสน
กรุงเทพฯ กำลังจะเป็นสนามรบ ซึ่งทั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ก็เชื่อว่าอาจมีใครตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่า บาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต เพื่อสังเวยกับการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่แกนนำเสื้อแดง มีแผนชุมนุมย่อย 6 จุด ที่กรุงเทพฯ วันที่ 12 มี.ค. ได้แก่ ถนนบางนา สามเหลี่ยมดินแดง วงเวียนใหญ่ อนุสาวรีย์พระเจ้าตาก สวนลุมพินี สน.ทุ่งสองห้อง ดอนเมือง และอีก 4 จุดในปริมณฑล คือ ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี บริเวณคลอง 4 อ.ธัญบุรี อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
หากเป็นไปตามนี้เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเป็นอัมพาตเพราะต้องปิดการจราจรในเส้นทางหลัก
ทั้งที่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง แต่การต่อสู้ยังเป็นป้อมค่ายของสองกลุ่ม จนดูเหมือนว่าประเทศนี้มีแค่ 2 ขั้ว ระหว่าง
“ทักษิณม็อบแดง” และฝ่ายรัฐบาล ที่ออกมาชิงพื้นที่ข่าวกันเข้มข้นหลายคนถามว่า
“พลังเงียบ” ที่เป็นพลังบริสุทธิ์เตือนสติ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงหายไปไหน ในเมื่อรู้ว่าประเทศไทยนี้กำลังเสี่ยงภัยจากสงครามภายในบ้านเครือข่ายต่างๆ ที่เคยรณรงค์ก็ดูจะไม่ตื่นตัวเหมือนที่ผ่านมา นักธุรกิจ เอ็นจีโอ นักศึกษา กระทั่งชุมชน ก็ดูจะพลังเงียบผิดปกติ โดยเฉพาะ นักวิชาการที่เคย
“ธงนำ” แสดงจุดยืนออกแถลงการณ์ยุติความรุนแรง ก็ไม่ออกมาทำหน้าที่เตือนสติสังคมขณะที่รัฐบาล พยายามปลุกพลังเงียบให้ออกมา เป็นหูเป็นตา ทั้งนัดประชุมวินมอเตอร์ไซค์ ผู้นำชุมชน ให้ร่วมสอดส่องเหตุรุนแรงไม่ให้เกิดวินาศกรรมเผาเมือง
มีการประเมินเหตุที่พลังเงียบใน กทม. นิ่งสนิทนั้น มาจากเหตุสามปัจจัย
หนึ่ง มั่นใจว่ารัฐจะรับมือการชุมนุมได้ เพราะเห็นบทเรียนจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือด สอง ไม่กล้าแสดงจุดยืนเพราะกระแสต่อสู้ค่อนข้างแรงจนกลัวว่าถ้าออกมาจะถูกผลักให้เป็นสีใดสีหนึ่ง
สาม รอให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นก่อน จนได้รับผลกระทบถึงจะออกมาแสดงจุดยืน ท่าที
สองนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ รั้วจุฬาฯ อย่าง
“เวียงรัฐ เนติโพธิ์” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เหตุที่คนเมืองหลวงยังไม่ออกมาแสดงท่าทีในขณะนี้ เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่แน่นอน เอนเอียงไปตามสื่อกระแสหลัก ซึ่งในขณะนี้สื่อมองว่าฝ่ายรัฐบาลกำลังได้เปรียบ ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกวางใจว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงขณะที่
“สุริชัย หวันแก้ว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อีกราย เห็นว่า วันนี้เริ่มมีกลุ่มที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงออกมาพูดบ้างแล้ว เช่น กลุ่มธุรกิจ จนทำให้กลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะทำความรุนแรงรีบออกมาแถลงว่าจะไม่มีการก่อเหตุความรุนแรง แต่หากจะให้มีพลังเงียบมากกว่านี้ คิดว่าสื่อมีบทบาทสำคัญที่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยว เชื่อว่าหากเปิดพื้นที่กันอย่างจริงจังจะทำให้คนเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นมากขึ้นสัปดาห์นี้ม็อบเสื้อแดงเตรียมเคลื่อนใหญ่ สัญญาณความรุนแรงของผู้เตรียมสร้างสถานการณ์ยังดังเป็นระยะ
ครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของสังคมไทยว่าจะช่วยสร้างพลังตีกรอบไม่ให้
“มือที่สาม” ใช้ประชาชน เป็นเหยื่อของความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่ อย่างไร






