
รายใหญ่ร้องช่วยค่าจ้าง
สภาอุตฯ โวยรัฐบาลไม่เป็นธรรม ช่วยแต่เอสเอ็มอีรายใหญ่หรือกลางที่ใช้แรงงานมากถูกเมินไม่เข้ามาตรการ
สภาอุตฯ โวยรัฐบาลไม่เป็นธรรม ช่วยแต่เอสเอ็มอีรายใหญ่หรือกลางที่ใช้แรงงานมากถูกเมินไม่เข้ามาตรการ
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายแรงงาน เปิดเผยว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท นำร่อง 7 จังหวัดเมื่อต้นเดือน เม.ย. ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงทุกอุตสาหกรรมและทุกขนาดกิจการ เนื่องจากให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แต่การขึ้นค่าจ้างบังคับใช้การจ้างงานในกิจการทุกขนาด ซึ่งรัฐบาลต้องอย่าลืมว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บางรายที่ใช้แรงงานเข้มข้น ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวเช่นกัน
ทั้งนี้ มาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่มีแต่มาตรการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ และมาตรการทางภาษีที่กำหนดให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กเท่านั้น เช่น ให้สิทธิประโยชน์เอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องจักร โดยจะได้รับยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลที่เป็นเงินจากการขายเครื่องจักรเก่า ส่วนกลุ่มที่เป็นขนาดใหญ่การนำเข้าเครื่องจักร ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกัน
ขณะที่มาตรการให้เอสเอ็มอีหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าของส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 300 บาทนั้น ถือเป็นมาตรการที่ใจแคบมาก เพราะเดิมที่จ่ายค่าจ้างอยู่ 251 บาท สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 1 เท่า จาก 215 บาท แต่เมื่อปรับขึ้นเป็น 300 บาท ส่วนที่นำมาหักได้คือส่วนต่าง 85 บาทเท่านั้น แม้ว่าจะมีการขยายผลเป็น 1.5 เท่าก็ตาม“การปรับค่าแรงกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งหมด เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลไม่เหลียวแลผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเลย มาตรการควรจะเยียวยาทั้งหมด แต่อาจมีเงื่อนไขลดหย่อนกันไปตามความสามารถ เพราะอุตสาหกรรมใหญ่ใช้แรงงานมาก ก็กระทบเหมือนกัน” นายทวีกิจ กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการ คือ การช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการลดค่าไฟ ที่ขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงค่าน้ำ ภาษีโรงเรือน และอื่นๆ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้เมื่อเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน จะรวมเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
นายทวีกิจ กล่าวว่า ขณะนี้เอกชนได้เสนอราคาสินค้าใหม่กับลูกค้าต่างประเทศแล้ว เพื่อขยับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าหลายรายไม่ยอมให้ปรับขึ้นราคา และบอกว่าผู้ประกอบการไม่ควรผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาที่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าบางรายหันไปซื้อสินค้าจากที่อื่นแทน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ประกอบการต้องประสบอยู่ในขณะนี้ ส่วนการขึ้นราคาสินค้าที่ขายในประเทศยิ่งเป็นไปได้ยากกว่า







