
จับตาเลือกตั้งฝรั่งเศส ส่งสัญญาณผวา'ขวา'มาแน่
กลายเป็นเรื่องที่ทำให้บรรดาผู้นำประเทศ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลายเป็นเรื่องที่ทำให้บรรดาผู้นำประเทศ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลกอดหวาดหวั่นไม่ได้ ทันทีที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกของฝรั่งเศสได้ผลสรุปเป็นที่แน่ชัดว่า จะต้องมีรอบตัดสินเด็ดขาดอีกครั้งในวันที่ 6 พ.ค.นี้ หลังจากที่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงมากเกิน 50%
สิ่งที่น่าหวาดผวานอกจากจะเป็นการพ่ายแพ้ตามคาดของฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี ให้กับคู่แข่งจากพรรคสังคมนิยม อย่าง ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ซึ่งเฉือนเอาชนะไปอย่างฉิวเฉียดด้วยคะแนน 28.6% ต่อ 27.1% แล้ว
การที่พรรคเนชันแนล ฟรอนต์ พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส ภายใต้การนำของ มารี เลอปอง ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรรคถึง 18% และมาเป็นอันดับสามของการเลือกตั้งรอบแรก ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายอดรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาไม่ได้
เพราะเป็นการส่งสัญญาณที่ทำให้ตระหนักได้ว่า แนวคิดและนโยบายของบรรดาฝ่ายขวากำลังจะกลับมามีอำนาจและได้รับความนิยมทั่วยุโรปอีกครั้ง
ทั้งนี้ สำหรับคอการเมืองไม่ว่าจะเป็นในระดับผู้ชำนาญการหรือมือสมัครเล่น เมื่อเอ่ยถึง “ฝ่ายขวา” ก็เป็นอันเข้าใจได้ในทันทีว่า กลุ่มการเมืองเหล่านี้คือ กลุ่มอนุรักษนิยมแบบสุดโต่ง หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ พวกรักชาติสุดชีวิต
ดังนั้น อะไรที่เป็นภัยต่อชาติหรือคนในชาติ บรรดาผู้สนับสนุนฝ่ายขวาต่างยกมือเทคะแนนให้เต็มเปี่ยม โดยที่ผ่านมาจุดยืนที่เลอปองเน้นย้ำมาโดยตลอดก็คือ ต่อต้านเหล่าผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมแบบสุดขั้ว โดยเลอปองให้เหตุผลว่าผู้อพยพเหล่านั้นกำลังกลืนฝรั่งเศสให้กลายเป็นชุมชนอิสลาม แถมยังเข้ามาใช้ประโยชน์จากนโยบายรัฐที่มีไว้เพื่อคนฝรั่งเศส เช่น ระบบการศึกษา ระบบสวัสดิการ ประกันสุขภาพ รวมถึงการแย่งงานแย่งรายได้ที่ควรจะเป็นของคนเชื้อชาติฝรั่งเศสโดยแท้
ยิ่งไปกว่านั้น อาการต่อต้านผู้อพยพที่ส่อเค้าหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ยังได้เริ่มลุกลามขยายขอบเขตไปสู่ผู้อพยพที่เป็นคนเอเชีย หรือแม้แต่จากคนในภูมิภาคยุโรปด้วยกันเอง ด้วยเหตุผลเดียวกันก็คือ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศลำบากยากแค้นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของนโยบายขวาจัดของเลอปองก็คือ การต่อต้านการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (อียู) และการใช้เงินสกุลยูโรของประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวทางทางเศรษฐกิจที่เป็นอันตรายต่อสถานะของกลุ่มอียู และยูโรโซนในปัจจุบันที่จำเป็นต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจและร่วมทุนของบรรดา 17 ชาติสมาชิก ที่จะช่วยฝ่าฟันวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคอยู่ในขณะนี้
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า พิษร้ายและความปั่นป่วนที่วิกฤตหนี้สาธารณะก่อขึ้นไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ และกำลังแผลงฤทธิ์อยู่ในสเปน ตลอดจนอิตาลีนี้ ส่งผลให้ประชาชนในหลายประเทศในกลุ่มยูโรโซนเริ่มหันมาตั้งคำถามว่า จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องมาเดือดร้อนกับการแบกรับภาระที่ไม่ได้ก่อขึ้น และเริ่มก่อตัวเป็นนโยบายนิยมชาติเพื่อปกป้องตนเอง (Protectionism) ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ประธานาธิบดี ซาร์โกซี นักอนุรักษนิยม แต่ไม่สุดขั้วออกมาโจมตีตลอดว่าเห็นแก่ตัวเกินไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญการเมืองยุโรปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประธานาธิบดี ซาร์โกซี ตระหนักได้ว่า ถ้าจะคว้าชัยในการเลือกตั้งรอบสองให้เด็ดขาดเหนือคู่แข่งอย่างออลลองด์ ตนเองจำเป็นต้องโน้มน้าวกลุ่มผู้สนับสนุนขวาจัดที่มีอยู่ 18% ของเลอปองให้ได้
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ซาร์โกซี จำต้องพลิกลิ้นหันมาเอาใจฝ่ายขวาให้มากขึ้น หลักฐานยืนยันก็คือบทสัมภาษณ์ต่อสื่อของประธานาธิบดี ซาร์โกซี เมื่อวันจันทร์ที่ 23 เม.ย. ซึ่งกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นครั้งแรกว่า นโยบายปกป้องตนเองไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจแต่อย่างใด แต่จำเป็นต้องมีขึ้นเพื่อปกป้องเอกลักษณ์ เขตแดน แรงงาน เยาวชน และพลเรือนของชาติ หลังจากที่ตนเองมีจุดยืนที่โจมตีการปกป้องตนเองมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน หากจะปล่อยให้ ออลลองด์ จากพรรคสังคมนิยมกำชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งรอบที่สองในเดือนหน้าก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่โสภาสำหรับกลุ่มอียูเช่นกัน เพราะจุดยืนของออลองด์ชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่ขอสนับสนุนแผนการรัดเข็มขัดของอียู และขอเลือกที่จะปรับปรุงแผนการจัดเก็บภาษีและส่งเสริมการใช้เงินของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาว
แน่นอนว่า แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์มองกันว่า จะจุดชนวนความไม่พอใจให้กับ 27 ประเทศสมาชิกของกลุ่มอียูที่ดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดในปัจจุบัน และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองในภูมิภาคยุโรปเลยทีเดียว
ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ในมุมมองของนักวิชาการ ประธานาธิบดี ซาร์โกซี จึงเป็นตัวเลือกที่น่าพึงพอใจมากกว่า ออลองด์ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่จากผลโพลที่ผ่านมาคะแนนเสียงของกลุ่มผู้สนับสนุนที่เป็นพวกซ้ายจัด และกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ต่างมีแนวโน้มจะเทคะแนนให้กับออลองด์
เท่ากับว่า 18% ของกลุ่มขวาจัดของเลอปอง จึงเป็นความหวังของประธานาธิบดี ซาร์โกซี และเป็นสัญญาณที่ทำให้นักวิเคราะห์อดหวาดหวั่นไม่ได้ว่า ท้ายที่สุด ซาร์โกซีจำต้องโน้มเอียงนโยบายของตนเองให้มาเป็นชาตินิยมมากขึ้น เพื่อเอาใจกลุ่มที่เทคะแนนให้กับพรรคเนชันแนล ฟรอนต์ยอมออกเสียงให้กับซาร์โกซีในที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่า ซาร์โกซีจำต้องกลืนน้ำลาย จำยอมปรับเปลี่ยนจุดยืนที่ต่อต้านเรื่องการแบ่งแยกในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสวมผ้าคลุมหน้าของสตรีมุสลิม การทำละหมาด และอาหารฮาลาลที่ตนเองสนับสนุนอย่างหนักแน่นมาโดยตลอดอย่างไม่ต้องสงสัย
และท่าทางที่เอาอกเอาใจกลุ่มขวาจัดจนออกนอกหน้าของประธานาธิบดี ซาร์โกซี ได้กลายเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับกลุ่มอียู
เพราะต้องไม่ลืมว่า ฝรั่งเศสคือประเทศที่มีความสำคัญรองจากเยอรมนีในฐานะที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในของฝรั่งเศสย่อมต้องกระทบต่อสถานภาพของกลุ่มอียู โดยโอลิวิเยร์ เบลลี โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ถึงกับออกมาเปรยระคนปรามว่า ค่านิยมพื้นฐานของกลุ่มขวาจัดคือ อันตรายคุกคามต่อโครงสร้างของการรวมตัวของอียูในปัจจุบัน
และไม่ต้องบอกผลลัพธ์ก็คงจะพอเดากันได้ไม่ยากว่า หากอียูตลอดจนสกุลเงินยูโรล่มสลายแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโลก
เอาแค่วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็แทบจะกระอักเลือดกันแล้ว







