
แผลท่วมแบงก์ธกส. รัฐแปะโป้งจำนำ5แสนล้าน
ผลจากการเดินหน้าสนองนโยบายรัฐว่าด้วยเรื่องของการ “แทรกแซงราคาสินค้าเกษตร” ที่ทำกันมายาวนาน
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผลจากการเดินหน้าสนองนโยบายรัฐว่าด้วยเรื่องของการ “แทรกแซงราคาสินค้าเกษตร” ที่ทำกันมายาวนาน ได้สร้างแผลลึกเข้าให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เป็นแขนขาให้กับรัฐบาลในการดูแลพี่น้องเกษตรกรเข้าให้แล้ว
ล่าสุดปรากฏว่า รัฐบาลมีหนี้ค้างชำระที่ต้องขอแปะโป้งเอาไว้กับ ธ.ก.ส.เฉียดๆ 5 แสนล้านบาท เข้าไปแล้ว
เฉพาะข้อมูลจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2547-2552 รวม 13 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 80-90% เป็นการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีและนาปรัง ที่เหลือเป็นการรับจำนำมันสำปะหลัง ข้าวโพด และกุ้ง ปรากฏว่ามียอดวงเงินที่รัฐบาลเป็นหนี้ค้างกับ ธ.ก.ส.กว่า 1.66 แสนล้านบาท
แต่เมื่อหักกลบลบหนี้กับสินค้าค้างสต๊อกแล้ว ปรากฏว่าโครงการนี้มีผลขาดทุนอีกบานตะไทกว่า 1.1 แสนล้านบาท
นี่ถือเป็น “แผลแรก”
สาเหตุที่มีหนี้บานตะไทกว่า 1.1 แสนล้านบาท เกิดจากการบริหารจัดการสินค้าที่ไม่สามารถระบายขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตที่เก็บไว้นานหลายปีเสียหายเป็นจำนวนมาก
เมื่อผนวกกับการตั้งราคารับจำนำที่สูงกว่าราคาขายตามท้องตลาด 20-30% การสูญเสียที่เกิดการยุบตัว น้ำหนักลด ถูกแมลงกัดกินไปตามธรรมชาติ การเสื่อมสภาพเสียหายไปตามกาลเวลา
ที่สำคัญคือ “สต๊อกลม” คือ ไม่มีสินค้าเหลืออยู่ในโกดัง หรือมีแต่ก็เป็นของเน่าเก่าเก็บเสื่อมคุณภาพไม่สามารถนำไปขายทอดตลาดได้ ความเสียหายจึงพอกพูนทวี
ร่องรอยของผลตรวจสอบของคณะกรรมการปิดบัญชี พบว่ามีข้าวในสต๊อกปี 2549 ที่อยู่ในคลังขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เกือบ 5,000 ตัน และสต๊อกปี 2550 อีก 6,000 ตัน เสื่อมสภาพหมดแล้วและแม้จะนำบางส่วนออกมาแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมาตามคำสั่งรัฐบาล แต่ปรากฏว่าข้าวดังกล่าวมีคุณภาพต่ำมาก เมื่อนำมาหุงปรากฏว่ามีเศษอิฐปนจนไม่สามารถรับประทานได้
นี่คืออันตรายที่เกิดจากนโยบายอุ้มชูที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล
“แผลที่ 2” เป็นผลมาจากโครงการประกันรายได้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ใช้เงินในการดูแลราคาข้าวในปี 2553 ไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท
แม้ว่าจะใช้เงินไม่มากและเป็นนโยบายดีที่ไม่สร้างความบิดเบือนให้กับราคาสินค้าเกษตร แถมยังไม่มีสินค้าค้างสต๊อกให้ต้องเร่งระบายออกวุ่นวายแล้ว แต่โครงการนี้ก็ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนเรื่องการตั้งงบชำระหนี้คืนให้ ธ.ก.ส.
แม้ว่าที่ผ่านมา กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในขณะนั้นจะเป็นผู้ผลักดันให้รัฐบาลเร่งออกมาชำระหนี้เน่าค้างเก่ากว่า 1.6-1.7 แสนล้านบาท คืนให้กับ ธ.ก.ส.เสียทีก็ตาม
“แผลที่ 3” กำลังเกิดอยู่ในยุคพรรคเพื่อไทยในรัฐบาลปัจจุบันนี้ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่สวมหัวใจสิงห์ ประกาศโหมเอาใจชาวนาทั้งประเทศ ด้วยการฟื้นโครงการรับจำนำข้าวในปี 2554 ขึ้นมาอีกครั้ง
แต่พิเศษกว่าด้วยการรับจำนำข้าวทุกเม็ดกว่า 25ล้านตัน เบื้องต้นมีการคาดว่าน่าใช้เงินมากมายมหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท
แต่ด้วยเดชะบุญของ ธ.ก.ส.ที่โครงการนี้พลาดเป้าผลดำเนินงานของการรับจำนำข้าวนาปีใน 2554/2555ซึ่งขณะนี้ยังเหลือรับจำนำในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าภาพรวมน่าจะรับจำนำข้าวได้ทั้งหมด 7 ล้านตัน ใช้เงินไปทั้งหมดประมาณ 1.2 แสนล้านบาท
ตามต่อด้วยการเปิดรับจำนำข้าวนาปรังทุกเม็ดเช่นกันเริ่มโครงการไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หนนี้มีการคาดว่าน่าจะได้ข้าวในปริมาณที่ใกล้เคียงกับนาปี คือที่ 7-8 ล้านตัน ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะใช้เงินอีก 1.2 แสนล้านบาท
ยังไม่จบแค่นี้ เพราะยังมีโครงการพยุงราคายางอีก 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลังอีก 1.1 หมื่นล้านบาท
รวมสะระตะแล้ว “แผลที่ 3” น่าจะเป็นแผลที่ฉกาจฉกรรจ์มากที่สุด เพราะรวมๆ กันแล้วถือว่าทุ่มทุนสร้างด้วยงบประมาณมากมายถึง 2.66 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นเงินจากหน้าตักของ ธ.ก.ส.เอง ประมาณ1 แสนล้านบาท
ที่เหลืออีกร่วม1.66 แสนล้านบาท รัฐบาลให้ ธ.ก.ส.กู้โดยรัฐบาลค้ำประกัน
ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. สั่งตั้งอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวปี 2554/2555 ขึ้นมาพิเศษอีกชุดหนึ่ง โดยกระทรวงการคลังมอบหมายให้ “มือปราบกระทรวงการคลัง” คือ “สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการชุดนี้ เพื่อทำหน้าที่ในการปิดบัญชีโครงการนี้ โดยต้องเข้าไปดูเป็นรายโครงการว่าแต่ละโครงการมีข้าวเปลือก ข้าวสารเท่าไหร่ และนำไปขายเพื่อนำมาหักกลบลบหนี้ได้เท่าไร รวมถึงต้องวางแผนเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเร่งรัดเรื่องการใช้หนี้ก้อนนี้คืน ธ.ก.ส.โดยเร็ว
จะเห็นได้ว่า ถ้าสรุปภาพรวมของผลดำเนินงานในโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน รวมทั้ง 3 แผลแล้ว จะพบว่ารัฐบาลได้ใช้นโยบายกึ่งการคลัง ด้วยการถลุงเงินของ ธ.ก.ส.เพื่อนำไปทำโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรนี้เพียงโครงการเดียวเป็นเงินรวม 4.92 แสนล้านบาทแล้ว!!!
หากวิเคราะห์สถานะหนี้สินคงค้างที่สูงลิ่วเฉียด 5 แสนล้านบาท ของ ธ.ก.ส.ในครั้งนี้ พบว่าอาการที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นหนี้ก้อนแรกจำนวน 1.66 แสนล้านบาท จาก 13 โครงการ ที่มีผลขาดทุน 1.1 แสนล้านบาทนั้น เพราะมีการประชุมคณะกรรมการปิดบัญชีแล้วได้ข้อสรุปว่า จะให้รัฐเร่งชำระหนี้คืน ธ.ก.ส.ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2555-2559 โดยในปี 2555 กำหนดให้ชำระหนี้คืน 3.6 หมื่นล้านบาท และระหว่างปี 2556-2559 ให้ทยอยชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินปีละ 1.85 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดในปีงบ 2555 รัฐบาลไฟเขียวจ่ายหนี้คืน ธ.ก.ส.แล้ว 3.4 หมื่นล้านบาท
ส่วนภาระหนี้ก้อนที่ 2 เป็นหนี้ก้อนที่เกิดจากโครงการประกันรายได้ 6 หมื่นล้านบาท และหนี้ก้อนที่ 3 ที่เกิดจากโครงการรับจำนำในปัจจุบันอีก 2.66 แสนล้านบาท ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า เกิดความเสียหายจริงเท่าใด และรัฐต้องชดเชยเท่าใด
แต่ที่ว่าอาการน่าเป็นห่วง เพราะผลจากที่รัฐบาลปูแดง ปั่นราคารับจำนำข้าวให้สูงลิ่ว ทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าชาวบ้าน จนถูกคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามขายข้าวตัดหน้า จนยอดส่งออกข้าวหดตัวเป็นประวัติการณ์ 4050% ถือว่ารัฐบาลหน้าแตกยับเยิน เพราะไม่สามารถขายข้าวเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ธ.ก.ส.ได้อย่างที่โม้ไว้
ขณะที่ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ออกมาประเมินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยว่า “ล้มเหลว” เพราะเม็ดเงินที่ใช้ไปไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะราคาข้าวที่สูงขึ้นกลับไม่ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นแบบสอดรับกันมากนัก
ส่วนการส่งออก พบว่าผลจากการดึงราคาข้าวให้สูงผิดกลไกตลาด ทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งอย่างอินเดีย เวียดนาม เฉลี่ยตันละ 100 เหรียญสหรัฐ
ล่าสุดสถานการณ์การส่งออกข้าวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค. 2555) มีปริมาณทั้งสิ้น 1.6 ล้านตันมูลค่า 3.36 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ที่มีปริมาณ 3 ล้านตัน มูลค่า 5.23 หมื่นล้านบาท ถือว่ามีปริมาณลดลง 45% หรือลดลง 1.4 ล้านตันและในด้านมูลค่าถือว่าลดลง 35% หรือลดลงกว่า 1.87หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ข้าวที่ส่งออกมีราคาเฉลี่ย 671 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปี 2554
จะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์การเข้าแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลที่ทำกันมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะการใช้วิธีการรับจำนำในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ช่างเป็นวิธีการที่ล้าสมัย แต่ทำง่าย เพราะใช้วิธีการแปะโป้งซุกหนี้ไว้ที่ธนาคารรัฐไปก่อน
รัฐบาลสามารถก่อหนี้ไว้มากมายมหาศาลแค่ไหนใครก็ไม่รู้ ปล่อยให้รัฐบาลรุ่นต่อไปมารับภาระและก่อหนี้ใหม่ เวียนเทียนเป็นวงจรอุบาทว์
หากรัฐบาลยังไม่ตระหนักถึงภาระหนี้มหาศาล และไม่มุ่งที่จะเปลี่ยนวิถีการทำนา ทำไร่ของเกษตรให้หันมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อหารายได้เพิ่ม แต่ยังเลือกที่จะหยิบยื่น “ประชานิยม” ให้เป็นขนมหวานของคนรากหญ้า เชื่อแน่ว่าสักวันอาจเห็น “ธนาคารรัฐ” ต้องล้ม เพราะจมกองหนี้ประชานิยมของรัฐบาลแน่นอน







