
วิกฤตเด็กเร่ร่อน ปัญหาที่รอการแก้ปัญหา
ปัจจุบันสังคมไทยมีเด็กเร่ร่อนมากกว่า 3 หมื่นคน ที่ใช้ชีวิตข้างถนนโดยลำพัง ขาดที่อยู่อาศัยอย่างถาวร
ปัจจุบันสังคมไทยมีเด็กเร่ร่อนมากกว่า 3 หมื่นคน ที่ใช้ชีวิตข้างถนนโดยลำพัง ขาดที่อยู่อาศัยอย่างถาวร
ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐ ทั้งสิทธิการศึกษา การบำบัดรักษาพยาบาล และที่สำคัญขาดโอกาสที่จะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศในวันข้างหน้า
ทั้งที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 4 “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”
นอกจากนี้ มาตรา 52 ยังระบุว่า “เด็กและเยาวชนมีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ”
แต่ในสภาพความเป็นจริงยังมีเด็กเร่ร่อนจำนวนไม่น้อยที่รอคอยการช่วยเหลือ เพื่อให้มีความพร้อมในการกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในสังคมเหมือนเด็กทั่วไป
จากเวทีนโยบายสาธารณะเรื่อง “ปลดล็อกระบบดูแล : สู่การแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ยั่งยืน” จัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ครูจิ๋ว-ทองพูล บัวศรี ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ได้นำเสนอผลวิจัยเรื่อง “ถอดบทเรียนบ้านแรกรับ และบ้านพัฒนาสำหรับเด็กเร่ร่อน” ทำให้สังคมรู้ว่าจากการเก็บข้อมูลจากบ้านแรกรับ บ้านพัฒนาเด็ก และสถานสงเคราะห์ 22 แห่ง ใน 12 จังหวัด พบว่าทุกแห่งต้องการได้รับการสนับสนุนทั้งงบประมาณ บุคลากร และองค์ความรู้
โดยเฉพาะบ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กที่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชน ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง โดยมีเพียงเงินบริจาคเท่านั้น ขณะนี้สถานที่ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน 6 แห่ง จาก 22 แห่ง เริ่มพบว่าสถานการณ์ทางการเงินวิกฤต และมีแนวโน้มต้องยุติการดำเนินงาน หากไม่ได้รับการสนับสนุนงบอย่างเพียงพอ
ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก ดูแลเด็ก 140 คน มูลนิธิช่วยเหลือเด็กขอนแก่น 50 คน บ้านนานา มูลนิธิพันธกิจเพื่อเด็กและชุมชน 120 คน มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 220 คน บ้านครูจา พัทยา 35 คน และบ้านรับเลี้ยงเด็กบ้านครูมุ้ย จ.สมุทรปราการ 20-30 คน
ทั้งนี้ บ้านแรกรับและบ้านพัฒนาเด็กขององค์กรพัฒนาเอกชนจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนคุ้มครองเด็ก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อพิจารณาสนับสนุนงบในการดำเนินการเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวแบบถาวร
ในเบื้องต้นได้คิดค่าใช้จ่ายรายหัวขั้นต่ำที่เหมาะสมอยู่ที่ 73-83 บาท/คน/วัน หรือ 2.7-3.7 หมื่นบาท/คน/ปี ซึ่งรวมแล้วจะใช้งบประมาณเพียง 20-40 ล้านบาท/ปี
ข้อมูลจาก สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะมีการยื่นข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน ด้วยการปลดล็อกระบบกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดูแลเด็กเร่ร่อน
ผลที่เกิดขึ้นจากการเปิดเวทีสาธารณะในครั้งนี้ นำไปสู่การลงนามออกแถลงการณ์ร่วมกัน ระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดูแลเด็กเร่ร่อน เพื่อเสนอให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ยั่งยืนแต่จะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กเร่ร่อนกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่สะท้อนมาจากคนที่ทำงานด้านนี้โดยตรง หากยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเด็ดขาดที่โอกาสเหล่านี้จะกลายเป็นวิกฤตของสังคมในอนาคต







