
ขอเก็บเงินป่วยฉุกเฉินเพิ่ม
โรงพยาบาลเอกชน ชงสาธารณสุขขอเปิดช่องเก็บเงินผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังลองใช้ต้น เม.ย.แล้วแบกค่ารักษาอ่วม
โรงพยาบาลเอกชน ชงสาธารณสุขขอเปิดช่องเก็บเงินผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังลองใช้ต้น เม.ย.แล้วแบกค่ารักษาอ่วม
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยว่า ที่ประชุมโรงพยาบาลเอกชน60-70 แห่ง เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้สรุปปัญหาการให้บริการตามโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว และจัดทำข้อเสนอ 3 ข้อ ได้แก่ 1.การกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลตามกลุ่มโรคร้ายแรง โดยเริ่มที่ 1.05 หมื่นบาท เป็นตัวเลขที่ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนการรักษาที่แท้จริง โรงพยาบาลเอกชนที่ให้การรักษาไปแล้วจึงเบิกจ่ายค่ารักษาได้ไม่คุ้มทุน
2.ควรให้ผู้ป่วยระบุความต้องการในการรับการรักษาภายหลังรอดพ้นภาวะวิกฤตต่อชีวิตแล้วในเอกสารแสดงความจำนง โดยหากต้องการรักษาตัวต่อที่เดิม ก็ควรให้โรงพยาบาลเอกชนเก็บค่ารักษาพยาบาลได้ แม้ตามหลักการแล้วผู้ป่วยที่รอดพ้นภาวะวิกฤตควรถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลต้นสังกัดเพื่อรักษาตามสิทธิที่ได้ประกันสุขภาพไว้
3.การรับส่งผู้ป่วยและส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัด ควรให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น
“จะเปิดช่องให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถเก็บค่ารักษาพยาบาลเพิ่มได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็ควรจะขยับอัตราการเบิกจ่ายให้สูงขึ้นกว่า 1.05 หมื่นบาท เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง” นพ.เฉลิม กล่าว
นพ.เฉลิม กล่าวว่า เบื้องต้นได้ส่งข้อเสนอดังกล่าวไปให้ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้บริหาร 3 กองทุนประกันสุขภาพแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ สธ. นัดทุกฝ่ายร่วมหารืออีกครั้ง
นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า อัตรา 1.05 หมื่นบาท เป็นการจ่ายค่ารักษาเบื้องต้น แต่หากผู้ป่วยมีภาวะแทรกแซง สปสช.จะจ่ายเพิ่มตั้งแต่ 2.5-3 หมื่นบาท เพียงแต่อาจน้อยกว่าที่เอกชนเคยคิดกับผู้ป่วย 5-6 หมื่นบาท แต่การรักษาพยาบาลมีเรื่องจริยธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง และในกรณีปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินยังอาจถูกฟ้องตามกฎหมายได้







