posttoday
สภาร่างรัฐธรรมนูญ

สภาร่างรัฐธรรมนูญ

21 เมษายน 2555

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

ไม่รู้ว่าวันนี้หลายท่านจะเอียนกับคำว่า “ส.ส.ร.” หรือ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือยัง แต่มองในมุมกลับก็อาจจะมีหลายท่านที่รู้สึกชื่นมื่นกับคำคำนี้อยู่ด้วย สำหรับพวกเราทั่วๆ ไปก็อาจจะเบื่อบ้าง รำคาญบ้าง อยากรู้บ้าง อยากทำความเข้าใจบ้าง ไม่อยากให้มีบ้าง อยากให้มีบ้าง โดยเหตุผลและรายละเอียดที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมไม่ว่าพวกเราจะมีมุมมองหรือความคิดเห็นอย่างไร เราก็คงจะหวังให้การมีหรือไม่มี ส.ส.ร. ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และสิ่งต่างๆ พัฒนาก้าวหน้าไปได้

อย่างไรก็ตาม มองโลกอย่างที่พวกเราเห็นๆ กัน จะว่าทุกคนหวังดีกับประเทศชาติ ประชาชนกันทั้งหมด ก็อาจจะพูดยากอยู่บ้าง ก็ได้แต่หวังกันว่าจะเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ ที่หวังดีบ้าง ไม่หวังดีบ้าง ประสงค์ดีบ้าง ประสงค์ร้ายบ้าง ก็ว่ากันไป ก็คงจะพอๆ คุยกันได้ หวังว่า หวังอีกแล้ว รู้สึกว่าวันนี้จะหวังมากไปหน่อยแล้ว ระงับความหวังไว้บ้างดีกว่า

ท่านจะรู้สึกอย่างไรกับการมีหรือไม่มี ส.ส.ร. ก็คงจะต้องพูดกันง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดิน ณ ขณะนี้ว่า บรรดาผู้แทนของท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟากฝั่งรัฐบาลก็คงจะเดินหน้าเต็มรูป เดินสูบเต็มที่ เพื่อจะให้มี ส.ส.ร.เกิดขึ้น นอกเสียจากว่าประชาชนทั้งประเทศ หรือกว่ากึ่งหนึ่งของประเทศจะออกมาเดินขบวนกัน หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้เห็นชัดเจนว่าไม่เอา ส.ส.ร. เมื่อนั้นเหตุการณ์อาจจะผันเปลี่ยนแปรไปได้ มิเช่นนั้นก็คงจะต้องมี ส.ส.ร.กัน แต่จะหน้าตาออกมาแบบไหน นั่นว่ากันอีกที

ที่ได้ว่าไปเมื่อสักครู่ ถ้าประชาชนเกิดเดินขบวนกันทั้งประเทศ หรือเกินกว่ากึ่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งก็ขอบอกว่าคงจะแทบเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ที่น่าสนใจคือ การกระทำด้วยประการใดๆ ให้เห็นว่าไม่เอา ส.ส.ร.นี่อาจจะเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ หากบรรดาท่านผู้แทนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว.เห็นพ้องต้องกัน หรือเห็นโดยเสียงส่วนมากว่า เอาล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้าเราจะอ้างเอาประชาชนเป็นหลัก เราก็ต้องยึดโยงประชาชนในส่วนที่ควรจะยึดโยง ถ้าเช่นนั้นก็ต้องทำ “ประชามติ” กัน

ถ้าจะทำประชามติกันก็อาจจะย้อนไปก่อนมี ส.ส.ร. หรือไม่มี ส.ส.ร.นิดนึง คือ ถามประชาชนว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้น คือ ถ้าแก้จะให้แก้หมวดไหนอย่างไร จากนั้นค่อยมาว่ากันว่าจะแก้อย่างไร มี ส.ส.ร.หรือไม่อย่างไร หากผลประชามติออกมาเป็นว่าให้แก้รัฐธรรมนูญ แก้เรื่องอะไร มี ส.ส.ร.ด้วย ก็ดำเนินการกันไป หากผลประชามติออกมาว่าไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องพับการแก้รัฐธรรมนูญกันไป

จะเอาแบบนั้นกันไหม พวกเราหรือท่านทั้งหลายจำนวนหนึ่งอาจจะบอกว่า “ได้” แต่บรรดาผู้แทนของท่านที่เย้วๆ กันอยู่ในรัฐสภา ไม่รู้จะว่าอย่างไร ยิ่งที่เรียกกันติดปากว่า “เสียงข้างมาก” ด้วยแล้ว ก็ดูเอาละกันนะครับ

ผู้คนจำนวนหนึ่งบอกว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปทำประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 นี้เป็นรัฐธรรมนูญทรราช ดังนั้นจะแก้ก็แก้ได้เลย ยังแถมให้ด้วยว่าการทำประชามติที่ผ่านไปของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 เป็นการหลอกให้ประชาชนมาลงประชามติ ซึ่งก็น่าสนใจดีในแนวคิดเช่นนี้

เอาเป็นว่า สมมติเราซื้อความคิดเช่นนี้ว่าการที่บอกว่าถ้าไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 จะไปเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ไม่รู้ในประเทศไทยที่ผ่านๆ มา หยิบเอามาใช้เลย อย่างนี้เป็นการบังคับประชาชน และการที่ได้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 มาก็เพราะไปบอกว่าจากนั้นจะแก้ แล้วถ้าไม่แก้คือการหลอกลวงประชาชน ถ้าคิดเช่นนี้ มองกันง่ายๆ ก็ออกมาใน 2 ประเด็นให้หยิบจับกัน

หนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่ผ่านมาของประเทศไทยเลวร้าย น่ากลัว หรือไม่น่าพิสมัยเสียเหลือเกิน ประชาชนเกินกึ่งหนึ่งจึงรีบวิ่งกันโร่ไปผ่านประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กัน

สอง ประชาชนเชื่อง่ายเหลือเกิน พอบอกให้ผ่านๆ ไป ก็ผ่านๆ หรือหวังน้ำบ่อหน้าเหลือเกินว่าผ่านๆ ไป เดี๋ยวค่อยไปแก้กัน

เอาเป็นว่ายกประการหนึ่งขึ้นมา ท่านคิดว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาทุกฉบับมันน่ารังเกียจขนาดประชาชนจะไม่เอาเหลือไม่เอาหลายกันอย่างนั้นเลยหรือ น่าสนใจมาก ประเทศเราในตอนที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเหล่านั้นมันช่างน่าเศร้า และประชาชนทั้งหลายในตอนนั้นน่าสงสารเหลือเกิน ยิ่งให้มองย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะราษฎรท่านได้ร่างกันเอาไว้ ฉบับปี 2475 ที่ท่านผู้รู้หลายท่านบอกว่าสุดยอด ประเสริฐเลิศความเป็นประชาธิปไตยเหลือหลาย ประชาชนก็เห็นว่าน่าขยะแขยงกระนั้นด้วยหรือ ตอนนี้ไม่น่าสนใจแล้ว มันน่าแปลกใจเลยครับท่าน

ยกประการที่สองขึ้นมา ประชาชนว่านอนสอนง่าย บอกให้ไปผ่านก่อนนะ จำนวนกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ไปใช้สิทธิประชามติก็ครับ ค่ะ ผ่านให้เลย โดยจำนวนหนึ่งผ่านแล้วผ่านเลย เพราะว่าง่ายมาก อีกจำนวนหนึ่งว่าง่ายและเชื่อง่ายด้วย ก็ผ่านไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาแก้กัน สมมติว่าคิดเช่นนี้กัน มันน่าประหลาดใจแล้ว ไม่ใช่แค่แปลกใจ เพราะประชาชนจำนวนมากบอกที่ไปผ่านประชามติเพราะอยากจะให้บ้านเมืองสงบสุข และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อ่านด้วยซ้ำไป แล้วอย่างนี้จะบอกว่าเขาคิดว่าผ่านไปก่อนและจะแก้ทีหลังจะได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่รู้เลยว่าเขียนอะไร

เขาคิดพิจารณากันดีแล้ว ไม่ได้กลัวเกรงอะไรรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ และไม่ได้ถูกหลอกถูกลวงอะไร เขาอยากจะให้บ้านเมืองสงบสุขโดยเร็ว ไม่ต้องใช้อวัยวะสำหรับกัดแทะมาต่อกรกัน อวัยวะสำหรับหยิบจับมารบรากัน และอวัยวะสำหรับเดินมาห้ำหั่นกัน เขาจึงไปผ่านประชามติให้เกินกว่ากึ่งหนึ่ง

ตอนนี้ก็เช่นกัน ถ้าเขาจะผ่านประชามติให้ หากจะมีการทำเช่นนั้นก่อนที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญ หรือก่อนการจะไปจัดให้มี ส.ส.ร. เขาก็คงคิดว่าอยากแก้ก็แก้ไป (วะ) ถ้าจะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยได้ นี่ ประชาชนส่วนใหญ่เขาคิดเช่นนี้

ส่วนที่เขาไม่ได้ออกมาประชามติ ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่คิดเช่นนี้ แต่เขาคิดไปไกลกว่านี้ว่าสำมะหาอะไรกับรัฐธรรมนูญ เรื่องเล็ก เรื่องน้อย เรื่องกฎหมายจราจร การเดินข้ามถนนให้ถูกที่ถูกทาง การหยุดรถให้ตรงตามไฟเขียวไฟแดงยังกระป๊อกกระแป๊ก กระท่อนกระแท่นกันเลย เขาจึงไม่ให้ราคา ไม่เห็นน้ำยา จึงไม่ออกมาประชามติกัน

ถ้ามองกันลึกๆ แล้ว คิดโจทย์การถูกหลอกเป็นหลัก ถ้าหลอกกันมาประชามติได้ ก็หลอกกันมาเลือกตั้งได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นบรรดาเสียงข้างน้อยก็ถูกหลอกได้เหมือนเสียงข้างมาก เสียงข้างมากในการเลือกตั้งก็อาจจะถูกหลอกได้ เสียงข้างน้อยในการประชามติก็อาจจะถูกหลอกได้ และในทางกลับกันก็เป็นเช่นนั้น

หากเป็นเช่นนี้ เอาการประชามติกับการเลือกตั้งมารวมกันก็จะได้เป็นสูตรที่พวกผู้แทนเขากำลังถกเถียงกันอยู่ในรัฐสภาเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. นั่นเท่ากับว่าตอนนี้พวกเรากำลังถูกหลอก 2 เท่า พูดกันแบบบ้านๆ ก็คือ เราโดนพวกผู้แทนและพวกที่อยู่เบื้องหลังผู้แทนเบิ้ลเอา

พอหอมปากหอมคอ ประชาธิปไตยก็เป็นเช่นนี้แหละ มีเรื่องอีกพอสมควร เราค่อยมาว่ากันนะครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ