posttoday
ปีหนึ่งที่ออตาวา

ปีหนึ่งที่ออตาวา

21 เมษายน 2555

โดย...ประมนต์ สุธีวงศ์

โดย...ประมนต์ สุธีวงศ์

ผมเริ่มต้นชีวิตปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ที่มหาวิทยาลัยออดตาวา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเล็กๆ ในเมืองออดตาวา รัฐแคนซัส

เป็นการเริ่มต้นตามคำแนะนำและการสนับสนุนของพี่จันทอร พี่สาวปิกเทียวผู้เป็นเพื่อนรัก

เมืองออดตาวาเป็นเมืองมหาวิทยาลัยสำหรับมหาวิทยาลัยขนาดเล็กและมหาวิทยาลัยออดตาวาก็เป็นมหาวิทยาลัยในการอุปถัมภ์ของคริสต์ศาสนา จึงเน้นการเรียนการสอนไปทางปรัชญาและสังคม

ขณะนั้นมีคนไทยเรียนอยู่ที่นั่นเพียง 2-3 คนเท่านั้น

คุณสมคเน หงส์ลดารมภ์ ลูกชายของคุณสุนทร หงส์ลดารมภ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในนั้น

คุณสมคเนเรียนอยู่ก่อนผมจะเข้าและเล่นเทนนิสให้มหาวิทยาลัยด้วย ผมซึ่งชอบกีฬาเทนนิสเป็นทุนอยู่แล้วจึงมีโอกาสได้รู้จักและเข้าทีมเทนนิสของมหาวิทยาลัยไปด้วย

มหาวิทยาลัยออดตาวามีนักศึกษาเพียงหนึ่งพันเศษๆ จึงคุ้นเคยกันเป็นส่วนใหญ่ นักศึกษามักจะพักอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็บ้านพักที่เปิดให้บริการใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ผมได้ฝึกภาษาอังกฤษจริงๆ ก็ที่แห่งนี้ เพราะเพื่อนร่วมห้องที่หอพักเป็นอเมริกัน จึงต้องใช้ภาษาอังกฤษตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เหมือนตอนเรียนไฮสกูลที่โอ๊คแลนด์ ซึ่งไปโรงเรียนเพียงวันละ 45 ชั่วโมง แล้วเวลากลับบ้านก็พูดไทยกับเพื่อนและพี่ การใช้ภาษาจึงพัฒนาไปอย่างช้าๆ

พิธีต้อนรับน้องใหม่ที่นี่เรียบง่าย และไม่โลดโผนเหมือนบางมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

วันรับน้องใหม่พวกเราได้รับแจ้งจากพวกพี่ๆ ว่าจะมีงานปาร์ตี้เลี้ยงอาหารและเต้นรำที่บ้านหลังหนึ่งอยู่นอกเมือง เป็นลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า บาร์น (barn) หรือโกดังเก็บหญ้าฟาง หลังคาสูงสำหรับไว้เลี้ยงสัตว์และให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปพักเวลาค่ำคืน ปกติบาร์นนี้จะอยู่ในท้องทุ่งและมีบ้านเจ้าของปลูกอยู่ใกล้ๆ มีรั้วรอบขอบชิด

เมื่อถึงเวลาพวกเราเด็กใหม่กลุ่มหนึ่งที่พักหอพักเดียวกันก็ร่วมไปด้วยกันด้วยรถ 23 คัน พอไปถึงบ้านที่ได้รับเลขหมายมาเรียบร้อย ปรากฏว่ามืด เงียบเชียบ ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นที่จัดงานเลย เราก็รวมกันเดินเข้าไปที่ประตูรั้วเพื่อจะเปิดประตูเข้าไป ขณะนั้นเริ่มมืดสลัวๆ และต้องเปิดไฟแล้ว พอพวกเราเดินผ่านรั้วเข้าไปได้ไม่เท่าไร ก็มีเสียงคนตะโกนลั่นออกมาจากบ้านว่า ขโมย ขโมย พร้อมทั้งยิงปืนลูกซองขึ้นฟ้าเป็นชุด ไม่ต้องสงสัยว่าตอนนั้นตัวใครตัวมัน โดดข้ามรั้วบ้าง วิ่งออกทางประตูรั้วบ้าง คิดว่าพวกเราแต่ละคนทำสถิติวิ่งเร็วกลับมาที่รถแน่ๆ

จากนั้นเราก็กลับมาที่หอพักเพื่อปรึกษาว่าจะทำอะไรต่อ กำลังชุมนุมกันหน้าหอพักซึ่งเป็นตึกไม่สูง พลันก็มีลูกโป่งใส่น้ำเต็มๆ หล่นลงมาหัวพวกเราอย่างห่าฝน เปียกปอนไปตามๆ กันและได้รับคำอธิบายจากพี่ๆ ว่าการต้อนรับน้องใหม่เริ่มต้นแล้ว ให้ไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวและไปงานเลี้ยงและเต้นรำตามที่ได้สัญญาไว้ได้แล้ว งานเลี้ยงก็จัดภายในอาคารของมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ไกลจากที่พักพวกเรานัก

ยุคนั้นการเรียนในมหาวิทยาลัยปีแรก จะเรียนวิชาพื้นฐานที่เหมือนๆ กัน พอขึ้นปี 23 และ 4 แล้ว จึงจะเน้นวิชาเลือกที่ตั้งใจไว้มากขึ้น จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ปีแรกผมเรียนภาษา สังคม ประวัติศาสตร์ และวิชาง่ายๆ เพื่อฝึกภาษาและปรับตัวให้เข้ากับภาวะความเป็นผู้ใหญ่ต่อไป ว่างก็เล่นกีฬาโดยเฉพาะเทนนิสกับเพื่อนร่วมทีม กลางคืนก็แยกย้ายกันไปดูหนังสือในห้องพักตนเองบ้าง ห้องสมุดบ้าง แล้วแต่ถนัด

ห้องพักในหอพักเป็นห้องพักคู่ มีเตียงและโต๊ะทำงาน 2 ชุดเล็กๆ ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมที่มีอยู่ในแต่ละชั้น หอพักสมัยนั้นแยกกันระหว่างหอพักชายและหญิง แต่เดี๋ยวนี้มีหลายแห่งที่มีหอพักรวมชายหญิงอยู่ร่วมกัน

ยุคที่ผมเรียนนั้นหอพักหญิงยังเข้มงวดและมีเวลาที่นักเรียนหญิงทุกคนต้องกลับหอพักก่อนเที่ยงคืน สำหรับวันธรรมดาและตีหนึ่งสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์

หอพักชายไม่เข้มงวด ไปกลับเมื่อไรตามสะดวก ตราบใดที่ไม่รบกวนคนอื่น

การอยู่รวมกันสองคนในห้องเดียวกันต้องอาศัยการปรับตัวบ้าง ต้องหัดนอนหลับได้ถึงแม้เพื่อนร่วมห้องยังเปิดไฟดูหนังสืออยู่ อาศัยที่ผมเคยเป็นนักเรียนประจำสมัยที่เรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จึงไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมห้องหรือเพื่อนร่วมหอ

มีนักเรียนจีนจากไต้หวันคนหนึ่งที่อยู่หอพักเดียวกับผมแต่ไม่สามารถจะปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ มาอยู่ได้พักเดียวก็ถูกพรรคพวกแอนตี้ ไม่สมาคมด้วย เลยต้องแยกตัวไปอยู่บ้านพักข้างนอกคนเดียวในเวลาต่อมา

เพื่อนร่วมห้องพักผมที่นี่เป็นชาวเมืองนิวยอร์ก ชื่อ David Hansen พ่อเขาเป็นผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าที่เมืองบรู๊คลีน ในนิวยอร์ก เราสนิทสนมกันพอสมควร พอขนาดที่เพื่อนเชื้อเชิญให้ผมไปบ้านเขาในวันหยุด เทศกาลวันคริสต์มาสนั่นล่ะ

การเดินทางไปไหนมาไหนยุคนั้น ถ้าไม่ใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถบัส หรือรถไฟก็ต้องขับรถไปกันเอง การเดินทางทางอากาศยังไม่เป็นที่นิยม หรืออาจแพงเกินกว่ากระเป๋าเด็กๆ จะรับได้

การขับรถไปไหนมาไหนของคนอเมริกันถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะน้ำมันถูกมากๆ รถยนต์ที่ใช้ยุคนั้นก็คันใหญ่โตมโหฬาร เครื่องยนต์ 8 สูบ กำลังแรงม้าสูง กินน้ำมันนักแต่ขับสบาย

ชาวอเมริกันโตมากับรถยนต์ ทุกบ้านจะมีรถ บางบ้านมี 23 คัน สำหรับพ่อ แม่ และลูก ต่างคนต่างใช้ เรามักจะพูดกันว่าอยู่อเมริกาไม่มีรถใช้เหมือนไม่มีขา เพราะจะไปไหนมาไหนก็ต้องใช้รถกันทั้งนั้น อีกทั้งลักษณะของเมืองในสหรัฐอเมริกาจะนิยมปลูกบ้านอยู่ห่างจากใจกลางเมืองที่เป็นย่านการค้า เมื่อมีธุรกิจต้องทำในเมืองก็ขับรถไป

นอกจากเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ เช่น นิวยอร์ก ที่มีประชากรหนาแน่นแล้ว เมืองอื่นๆ ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่ก็ไม่มีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะมากนัก รถใต้ดินซึ่งที่นิยมใช้กันในประเทศยุโรปก็ดี ญี่ปุ่นก็ดีนั้นไม่เป็นที่นิยมในสหรัฐ ส่วนรถใต้ดินที่นิวยอร์กคงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากชาวยุโรปที่อพยพมาอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไม่เช่นนั้นก็อาจไม่มีระบบนี้เช่นกัน

ยุค ค.ศ. 19501970 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2500 เศษๆ นั้น เป็นยุคที่อเมริกาลงทุนสร้างถนนหนทางมากที่สุด ถนนภายในรัฐก็ดี ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐต่อรัฐก็ดี ถูกสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งทางยานยนต์โดยแท้

ยุคนั้นเป็นยุคที่การคมนาคมภายในประเทศของสหรัฐเจริญรุ่งเรืองสุดขีด เป็นการเปิดประเทศให้ทิศตะวันออกเชื่อมต่อไปทางทิศตะวันตก ทิศเหนือลงไปใต้ได้สะดวกและรวดเร็ว

เมื่อการเดินทางระหว่างรัฐและในทวีปอเมริกาเหนือทางรถยนต์ที่สะดวกมากขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเคลื่อนย้ายประชากรก็ดี การเข้าถึงวัตถุดิบที่อยู่ตามที่ต่างๆ ก็ดี สามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำและรวดเร็ว สินค้าอเมริกาจึงครองตลาดโลกในยุคนี้ เศรษฐกิจภายในประเทศเองก็ได้รับอานิสงส์จากความสะดวกของการคมนาคมทางยานยนต์ไปด้วย

อุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งทำหน้าที่ป้อนความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ก็ถีบตัวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมล้ำหน้าของประเทศ หลายๆ รัฐที่มีแหล่งน้ำมัน เช่น รัฐเทกซัส กลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ๆ ที่ดึงดูดประชากรและเงินทุนเข้าท้องถิ่น

อุตสาหกรรมน้ำมันกลายเป็นยุคทองยุคที่สองของสหรัฐต่อจากยุคแรก คือ การขุดทองในแคลิฟอร์เนียและรัฐหลายๆ แห่งทางตะวันตก

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่มี Mr.Henry Ford เป็นผู้ริเริ่มและนำการผลิตโดยใช้ระบบ Mass Production มาใช้ ต่อมาได้พัฒนาและลงทุนจนเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในระยะนั้น เรียกว่า ชีวิตของชาวอเมริกันช่วงนี้ผูกพันกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้กันถ้วนหน้าเมืองดีทรอยต์ (Detroit) ในมลรัฐมิชิแกน กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของโลก

บริษัท General Motors หรือชื่อย่อว่า GM กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ เพราะเบียดบริษัท Ford Motors ตกอันดับไปในช่วงนั้น GM ครองตลาดไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของตลาดในสหรัฐทั้งหมด ทำให้นาย Alfred P. Sloan ซีอีโอ คนสำคัญของ GM คุยเขื่องในวลีอมตะของแกว่า “GM คือ สหรัฐ และ สหรัฐ คือ GM” ความหมายของแกก็คือว่าข้าคือผู้ครองเศรษฐกิจของสหรัฐ บริษัทคือประเทศ และประเทศคือบริษัทนั่นเอง

แต่อย่างว่าละครับ ทุกอย่างมีขึ้นมีลง หนีไม่พ้นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หลายพันปีว่า อนิจจังไม่เที่ยง ในปี พ.ศ. 2551 เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินเกิดขึ้นในสหรัฐ บริษัท จี เอ็ม ถึงขั้นล้มละลาย และรัฐบาลต้องเข้าไปอุ้มโดยอัดฉีดเงินช่วยเหลือ และเงินกู้เข้าไป เพื่อพยุงสถานภาพให้ดำเนินการต่อไปได้ ทุกอย่าง “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” ฉันใดฉันนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์