posttoday
ฝันค้าง เลื่อนขึ้นค่าแรง 300 รัฐบาลยื้อ-ผู้ผลิตอ่วม

ฝันค้าง เลื่อนขึ้นค่าแรง 300 รัฐบาลยื้อ-ผู้ผลิตอ่วม

21 เมษายน 2555

แม้กระทรวงแรงงานจะรับฟังผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จากผู้ประกอบการเข้าหารือ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. แต่ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อเสนอที่ผู้ประกอบการ ขอให้เลื่อนการขึ้นค่าจ้างใน 70 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งได้ขึ้นค่าจ้างไป 40% ในปีนี้ และต้องขึ้นค่าจ้างให้เป็น 300 บาท ในปี 2556 ออกไปอีก 2 ปี เป็นปี 2558

แม้กระทรวงแรงงานจะรับฟังผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จากผู้ประกอบการเข้าหารือ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. แต่ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อเสนอที่ผู้ประกอบการ ขอให้เลื่อนการขึ้นค่าจ้างใน 70 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งได้ขึ้นค่าจ้างไป 40% ในปีนี้ และต้องขึ้นค่าจ้างให้เป็น 300 บาท ในปี 2556 ออกไปอีก 2 ปี เป็นปี 2558

การขอให้ช่วยลดผลกระทบดังกล่าว คงออกไปในแนวรัฐบาลหาช่องทางซื้อเวลา เพราะการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นหนึ่งในหลายนโยบายที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งล่าสุด โดย เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวหลังหารือกับผู้ประกอบการว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นการใช้ค่าจ้างอัตราใหม่ และยังเร็วไปที่จะบอกว่าต้องเลื่อนขึ้นค่าจ้างไปอีก 3 ปี หรือไม่ เพราะยังไม่รู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ฝันค้าง เลื่อนขึ้นค่าแรง 300 รัฐบาลยื้อ-ผู้ผลิตอ่วม

 

กระทรวงแรงงานตั้งใจรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ และเมื่อทราบข้อมูลแล้วจะได้แก้ปัญหาร่วมกัน โดยในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ จะจัดสัมมนาครั้งใหญ่ ระดมธุรกิจเอสเอ็มอีมาแสดงความคิดเห็น แบ่งแยกย่อยตามรายคลัสเตอร์เพื่อให้ทราบปัญหาลงลึกในแต่ละประเภทธุรกิจจริงๆ เพื่อนำไปพิจารณามาตรการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ หากข้อเสนอใดที่กระทรวงแรงงานสามารถทำได้ก็จะดำเนินการทันที แต่หากเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น ก็จะเป็นตัวกลางประสาน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม

“ไม่ใช่ว่าเรารั้นจนไม่ฟังอะไร อย่างปี 2554 มีเหตน้ำท่วม ผู้ประกอบการขอให้เลื่อนขึ้นค่าจ้าง เราก็เลื่อนจาก 1 ม.ค. มาเป็น 1 เม.ย. ในขณะที่ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว แต่ถามว่าจะเลื่อนไปเป็นปี 2558 เลยหรือไม่ ยังไกลเกินไปที่จะพูด เพราะยังไม่รู้ผลกระทบเลย” เผดิมชัย กล่าว

ด้าน ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น ให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยตั้งเป็นบัญชีบริการเพื่อสาธารณะ หรือพีเอสเอ และต้องเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เอสเอ็มอี ที่สำคัญที่สุดคือ การแก้กฎหมายหรือออกกฎกระทรวงกำหนดให้ฝ่ายการเมือง ไม่สามารถนำนโยบายค่าจ้างไปใช้เป็นนโยบายหาเสียง และมากดดันภาคเอกชนได้ เพราะหากเปลี่ยนรัฐบาลใน 23 ปี มีการออกนโยบายค่าจ้างมาอีก ภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบและจะอยู่ได้ยาก

ภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะมีเอสเอ็มอีกว่า 60% ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาตั้งกองทุน 12 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานแรกเข้าให้มีฝีมือเทียบเท่าแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง 300 บาทไปแล้ว

น.ส.ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมและรองประธานด้านการประชาสัมพันธ์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดเล็กรวมกว่า 1.6 แสนราย ได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทเป็นอย่างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เช่น เลื่อนการขึ้นค่าจ้างเป็นปี 2558 ขอให้กระทรวงการคลังหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 20% และให้กระทรวงพาณิชย์จัดจำหน่ายวัตถุดิบในการผลิตอาหารราคาถูก เป็นต้น

ไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางข้อเสนอของสภาอุตฯ ที่ให้ภาครัฐเลื่อนเวลาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทั่วประเทศออกไปอีก 2 ปี เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงจากต้นทุนค่าจ้างรวมถึงช่วยเอสเอ็มอีมีเวลาปรับตัว หลังขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 40% และขึ้นวันละ 300 บาทใน 7 จังหวัดไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 เม.ย.

“ผมเห็นด้วยว่าการขึ้นค่าจ้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานถือเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง แต่การบังคับใช้นั้นถ้าเร็วเกินไปก็อาจทำให้ตลาดช็อกได้ หากเลื่อนออกไปได้ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีเวลาปรับตัว ซึ่งเป็นผลดี ไม่เช่นนั้นบางธุรกิจที่ปรับตัวยากอาจไม่รอด ขณะนี้ลูกค้าบางรายต้องปรับตัวหนัก เช่น หันมาใช้วิธีจ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้นหรือปรับค่าจ้างเป็นรายเดือนแทน” ไตรรงค์ กล่าว

เวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หากภาครัฐมีการพิจารณาเลื่อนนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างออกไป ก็จะช่วยให้ธุรกิจได้มีโอกาสปรับตัว โดยอาจใช้วิธีเลื่อนเป็นรายอุตสาหกรรมตามความจำเป็น เพราะในบางอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสิ่งทอ มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนค่าจ้างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่หรือภูเก็ตที่ได้รับผลกระทบสองต่อจากเหตุภัยธรรมชาติและความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก

จากเสียงสะท้อนที่ส่งถึงรัฐบาลทั้งหมด คงต้องวัดใจว่า ต้องให้ผู้ผลิตที่ปรับตัวไม่ทันสังเวยนโยบายประชานิยมเจ๊งไปมากขนาดไหน รัฐบาลถึงจะไม่ Let it be“ภาครัฐอาจไม่จำเป็นต้องเลื่อนการปรับค่าแรงทั้งหมด แต่ดูตามความจำเป็น เช่น กลุ่มโรงแรมในหาดใหญ่ ที่ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาค่อนข้างแย่ เพราะยอดนักท่องเที่ยวลดเหลือแค่ 20 % จากเหตุรุนแรงในพื้นที่ ขณะที่ในภูเก็ตก็มีเรื่องแผ่นดินไหว ” นายเวทย์ กล่าว

ทั้งนี้ หากไม่มีการเลื่อนการปรับขึ้นค่าแรงออกไปคาดว่าธุรกิจในกลุ่มที่มีต้นทุนแรงงานสูง อาจต้องย้ายออกไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงควรชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประโยชน์จากการลดภาษีที่ธุรกิจจะได้รับนั้นเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเพียงใด เพราะหากธุรกิจขาดทุนไม่มีกำไรก็จะไม่ได้ประโยชน์เลย

นายพิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างสำรวจผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างของลูกค้าเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าธุรกิจที่มีต้นทุนแรงงานสูงอาจต้องย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหรืออาจมีการใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากมีการเลื่อนการปรับขึ้นค่าจ้างออกไปก็จะช่วยให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีเวลาคิดหาวิธีบริหารต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท