
สภานั้นสำคัญไฉน ?
สภามีประโยชน์อย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
สภามีประโยชน์อย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
“สภา” โดยทั่วไปแปลว่า “ที่ประชุม” แต่พอมาเป็นที่ประชุมของคนที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศเลยต้องเรียกว่า “รัฐสภา” ว่ากันว่าเป็นวัฒนธรรมของคนเลี้ยงสัตว์หรือคนที่ประกอบกสิกรรมทำงานเพาะปลูกที่ต้องมาพูดคุยกันเกี่ยวกับเขตแดนในการทำมาหากิน
จากหนังสือ “ธรรมแห่งอริยะ” ที่รวบรวมคำบรรยายของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ท่านได้สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวิชาพื้นฐานอารยะธรรมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2509 – 2515 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกำเนิดของศาสนาพุทธอันเป็นพื้นฐานความเชื่อความคิดที่สำคัญของคนไทย
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าสภาเป็นนวัตกรรมของฝรั่งพวกหนึ่งที่เรียกว่า “ชาติอริยะ” หรือ “อารยัน” หรือ “อริยกะ” ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เป็นคนชาตินี้
พวกอริยกะสืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรปทางเหนือ อาชีพหลักของชนเผ่านี้คือเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะวัวและได้เดินทางหลั่งไหลหากินไปทั่ว จนแผ่ขยายมาทางทะเลสาปแคสเปียนและอาฟกานิสถานกระทั่งอินเดียทางเหนือและตลอดแนวเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเนปาลอันเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าก็อยู่ในบริเวณนี้
ย้อนกลับไปที่อาชีพหลักของพวกอริยกะที่แต่เดิมชอบเลี้ยงวัว อาชีพเลี้ยงวัวนี่เองที่ทำให้เกิดศาสนาฮินดู ดังจะเห็นได้จากศาสนานี้นับถือวัวเป็นอย่างมาก เช่น ยกย่องวัวว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพาหนะของพระศิวะที่เป็นหัวหน้าเทพเจ้าของศาสนาฮินดู และชาวฮินดูแท้ๆ จะไม่บริโภคเนื้อวัว แต่จะบริโภคเฉพาะนมและเนย ซึ่งกระบวนการกวนนมให้เป็นเนยได้เป็นที่มาของแกนปรัชญาและวัฒนธรรมหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ศาสนาฮินดูมาจนถึงวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์
วัวยังมีประโยชน์มากในการทำไร่ไถนา พระกฤษณะอันเป็นเทพเจ้าที่สำคัญอีกองค์หนึ่งของชาวฮินดูก็มีอาชีพเป็นคนเลี้ยงวัว (ที่เราเห็นในภาพวาดของแขกเป็นรูปเทวดาหล่อๆ ร่างอวบในท่าที่กำลังเป่าขลุ่ยนั่นแหละ บางทีก็จะมีวัวและสาวๆ สวมส่าหรีเป็นแบ็คกราวน์ร่วมด้วย)
คำสั่งสอนของพระกฤษณะที่กล่าวแก่พวกเการพในวรรณกรรมที่คนไทยรู้จักกันในชื่อเรื่อง “มหาภารตะยุทธ” ได้กลายเป็นแกนความเชื่อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของคนอินเดีย อย่างมหาตมะคานธีก็เลื่อมใสและถือปฏิบัติอยู่ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งคนอินเดียเรียกว่า “ศรีภควัตคีตา” ที่แปลตรงๆ ว่า “บทสวดของผู้เจริญ”
แนวคิดเรื่องการประชุมก็มีที่มาจากการพูดคุยกันของหัวหน้าคนเลี้ยงสัตว์และทำไร่ไถนาเหล่านี้ ซึ่งแต่แรกมีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะมีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องเขตแดนที่ทำกิน (จนถึงเป็นสงครามระหว่างกษัตริย์ 2 ตระกูลในเรื่องมหาภารตะยุทธ)
เรื่อง ที่พูดคุยกันก็น่าจะเป็นเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และบางทีเมื่อไม่อยากทะเลาะกัน(ใครที่เคยเห็นแขกทะเลาะกันจะรู้สึกอึดอัดมากเพราะพี่แกเหมือนจะคุยกันไม่รู้เรื่อง) ก็จะมารอมชอมหรือยุติศึกกัน อย่างที่เรียกหรูๆ ในภาษาการเมืองว่า “สันติภาพ”
ผู้ร่วมประชุมก็คือหัวหน้าปศุสัตว์และเจ้าของไร่นาที่มักจะมีข้าทาสบริวารอยู่เป็นจำนวนมาก (เนื่องจากในอาชีพเหล่านี้ต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมากนั่นเอง) หัวหน้าเหล่านี้ต้องคอยปกป้องผลประโยชน์ของตนและสร้างความเคารพยำเกรงในหมู่บริวารไปพร้อมๆ กัน บางทีก็ต้องออกรบต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้
จึงเกิดหน้าที่ที่เรียกว่า “ขัตติยะ” ที่แปลว่า “นักรบ” ซึ่งคำว่าขัตติยะนี้ก็เป็นที่มาของคำว่า “กษัตริย์” ที่ต่อมาได้กลายเป็นรูปแบบการปกครองที่สำคัญคือระบอบกษัตริย์นั่นเอง ดังนี้กษัตริย์จึงมีหน้าที่ที่สำคัญ 2สิ่ง คือ “เลี้ยงดู” และ “ปกป้อง” อาณาราษฎร
คำว่าหัวหน้าคนอินเดียยังมีคำเรียกอีกคำหนึ่งว่า “ราชา” ที่คำบาลีในศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า “ราชามุขขัง มนุสสานัง” แปลว่า “หัวหน้าคือปากเสียง(มุขแปลว่าปาก)ของผู้คน” ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าคนอินเดียที่หันมาใช้คำๆ นี้อาจจะไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้งแล้วรบกันจนต้องมีหัวหน้าแบบกษัตริย์คือนักรบ
แต่ราชาจะมีความหมายในแง่ของคนที่ดูแลทรัพย์สมบัติของส่วนรวม หรือที่จริงก็คือทรัพย์สมบัติของราชานั่นเองเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีเกษตรกรคนอื่นๆ มาร่วมขอความคุ้มครองหรือเข้าสวามิภักดิ์ จึงเกิด “เครือข่าย” ของการจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน โดยอาจจะให้สิทธิที่จะครอบครองผลประโยชน์แก่ราชานั้นมากหน่อย อย่างในประเทศอินเดียก็มีผู้ปกครองในลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก ที่เรียกกันว่า “มหาราชา” นั่นเอง
พวกอริยกะที่เนปาลในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีอาชีพทำไร่ไถนาเป็นหลัก ว่ากันว่าพระเจ้าสุทโธทนะพระบิดาของพระพุทธเจ้าก็เป็นหัวหน้าของพวกชาวนาคนหนึ่ง จึงมีฐานะเป็นราชาหรือพระราชาโดยอาชีพ และในแว่นแคว้นหนึ่งๆ อาจจะมีพระราชาหลายๆ พระองค์ เพราะมีที่ดินและผู้คนที่จะต้องดูแลเป็นจำนวนมาก ซึ่งการประชุมระหว่างพระราชานี่แหละที่ทำให้เกิดระบบสภา และเป็นที่มาอันสำคัญของวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย
ระบบสภาหรือรูปแบบการประชุมในยุคแรก(และสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน)สามารถพิจารณาดูได้จากการประชุมของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธนั่นเอง ที่พระพุทธเจ้าก็คงซึมซับรับเอาวัฒนธรรมของสภามาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ เพราะก็ต้องถูกอบรมมาให้เป็นกษัตริย์หรือราชานั้นด้วย และก็ได้เอาข้อดีของระบบสภามาใช้ในกิจพิธีของสงฆ์โดยตลอด ซึ่งคนที่เคยบวชเรียน(จริงๆ)คงจะซึมซับและคุ้นเคยกับกระบวนการเหล่านี้อยู่พอควร
หลักการประชุมแบบสภาก็ปรากฏอยู่การประชุมของสงฆ์ เป็นต้นว่า ต้องมีการประชุมอย่างพร้อมเพรียง(มีองค์ประชุมหรือกำหนดจำนวนผู้ร่วมประชุม) มีการกำหนดวาระหรือวันเวลาและเรื่องที่จะประชุมให้ชัดเจน (เช่น ทุกวันอุโบสถ และการประชุมตามเทศกาลอย่างวันมาฆะ วิสาขะ และอาสาฬหะ เป็นต้น ซึ่งก็จะมีเนื้อหาของการสวดหรือกิจกรรมในวันั้นต่างๆ กัน)
ทั้งนี้จะต้องมีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ ที่ภาษาพระท่านเรียกว่า “ประชุมกันเนืองๆ” ดังนี้คนที่บวชเป็นพระ(ที่ไม่ค่อยเอาจริง)อาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องถูกเรียกประชุมเช้าเย็น ซึ่งก็คือการทำวัตรเช้าวัตรเย็น รวมทั้งหน้าที่บังคับอย่างหนึ่งคือการศึกษาเล่าเรียนที่เรียกว่า “สิกขา” นั้นด้วย
ที่เขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมาก็ด้วยความเบื่อหน่ายต่อระบบรัฐสภาไทย ที่ใครติดตามข่าว(คนที่ไม่ติดตามก็สบายไป)ก็คงจะกลุ้มใจเหมือนกับผู้เขียน ที่ได้เห็นความเสื่อมของสถาบันรัฐสภาที่ว่ากันว่าเป็นสถาบันหลักแห่งระบอบประชาธิปไตย
จึงอยากจะย้อนอดีตเปิดสมอง(ถ้ายังมีอยู่)ให้แก่พวกสวะการเมืองในสภาเหล่านั้นบ้าง เพื่อไม่ให้รัฐสภาของไทยถูกปู้ยี่ปู้ยำและจมดิ่งลงไปจนไม่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่คนในสังคมนี้ได้
โดยที่พวกที่หากินจากตำแหน่งในสภาเหล่านี้อาจจะไม่ทราบว่าพวกเขากำลังเผาบ้านของเขาเอง รวมไปถึงการทำลายเกียรติและความเชื่อถือในสภาที่ศักดิ์สิทธิ์ ประดุจปลวกที่หลับตากัดกินเสาศาลพระภูมิแล้วล้มลงมาบดปลวกเหล่านี้ตายจนหมด
บทความนี้จะขอไปจบในวันเสาร์หน้า เพราะยังมีเรื่องกำเนิดสภาแบบภาคพื้นยุโรปมาให้เปรียบเทียบอีกเล็กน้อย แต่ที่สำคัญที่อยากเขียนถึงก็คือ เมื่อสภามีความสำคัญขนาดนี้แต่คนที่อาศัยเงาสภาหากินก็ยังไม่สำเหนียก เรา “ประชาชน” จะหันไปพึ่งใคร และที่สำคัญเราจะจัดการอะไร อย่างไรกับสมาชิกสภา “ห่วยๆ” ที่เห็นและเป็นอยู่
ฆ่าให้ตายหมดหรือทำให้สูญพันธุ์ก็ยังไม่สาสม !







