
นายกฯนำเอกชนลุยบาห์เรนปลายเดือนนี้
โพสต์ทูเดย์
— ทีทีอาร์ชงนายกฯ จับมือบาห์เรนหนุนเอกชนสร้างบ้านช่วยผู้มีรายได้น้อยนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดจะเดินทางไปเยือนบาห์เรนอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. นี้ เพื่อเปิดทุกประตูการค้าการลงทุน
ประกอบด้วยโครงการสร้างบ้านการเคหะให้ประชาชนชาวบาห์เรนผู้มีรายได้น้อย ราคา 35 ล้านบาทต่อหลัง โดยมีการตั้งเป้าหมาย 5 หมื่นหลัง มูลค่าราว 2 แสนล้านบาท
สำหรับผู้ประกอบการไทยหลายบริษัทได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในบาห์เรนแล้ว พร้อมจะร่วมประมูลทั้งเอกชนและรัฐ โดยบริษัทไทยน่าจะได้รับคัดเลือกร่วมพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 5,000 หลัง มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนใน 2 สัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันเอกชนไทยยังสามารถร่วมประมูลอีก 5,000 หลัง ได้ในช่วงเดือน เม.ย. นี้ อีกด้วย
นอกจากนั้น ยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์คลังสินค้าเกษตร/ อาหาร และศูนย์กระจายสินค้าไทย ในประเทศบาห์เรนและประเทศกลุ่มตะวันออกกลางซึ่งทางบาห์เรนเตรียมทำข้อตกลงในสินค้า 2 ตัว คือ ข้าวไม่ต่ำกว่า 12 แสนตัน และน้ำตาล
รวมทั้งได้ทำข้อตกลงว่าในการจัดตั้งกองทุน Mumtalakut โดยให้เอกชนไทยและบาห์เรนกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นก่อนสิ้นเดือน มี.ค. นี้
“
ทั้งนี้ คาดว่า เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในเรื่องต่างๆกันอย่างชัดเจนอีกครั้ง”นายเกียรติ กล่าวนายเกียรติ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจยังเห็นควรมีการติดตามและประเมินผลการทำเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ปี 2552 (ม.ค.ก.ย.) ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีการทำข้อตกลงแล้วรวม 6 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ว่าผลเป็นอย่างไรผลการเดินทางไปเยือนราชอาณาจักรบาห์เรนเมื่อวันที่ 28 ก.พ.4 มี.ค.2553 ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง 2 บริษัท , กลุ่มธุรกิจสถาปนิก 4 บริษัท ,
กลุ่มวิศวกรที่ปรึกษา 2 บริษัท , ธนาคารของรัฐ 3 แห่งได้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)
หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยรวมเดินทางไปด้วยว่า ผลการเจรจาทางการค้ากับ เชค คอลิฟะห์ ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ยืนยันว่าพร้อม
อย่างไรก็ดี หากไทยได้รับคัดเลือก ก็จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการลงทุนโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และโรงงานผลิตโครงสร้างสำเร็จรูป รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ จากไทย เพื่อกระจายในกลุ่ม GCC 6
ประเทศ
นายเกียรติ ยังกล่าวว่า ผลการเจรจาทางด้านความร่วมมือด้านการเงินการธนาคาร กลุ่มธุรกิจธนาคารไทย ได้หารือกับธนาคารใหญ่ๆ ในบาห์เรน อาทิ National of Bahrain และ Alis Bank เพื่อขยายความร่วมมือ
เพื่อสนับสนุนโครงการก่อสร้างบ้านการเคหะ ซึ่งทางเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารอิสลาม และธนารกรุงไทยของไทย จะมีการไปลงนามข้อตกลงการเป็นธนาคาตัวแทนระหว่างกันอีกครั้ง จากเดิมที่มีเพียงเอ็กซิมแบงก์เท่านั้น
ที่มีข้อตกลงร่วมอยู่ และเตรียมการขยายการค้า โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ปริมาณการค้าระหว่างไทย บาห์เรนและประเทศในกลุ่มอ่าว ยังน้อยมาก คือมีไม่ถึง 5% ของการนำเข้าของประเทศในกลุ่มอ่าว จึงเชื่อว่ายัง
สามารถเพิ่มปริมาณได้อีกมาก
ข่าววันที่ 8 มี.ค. / กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โพสต์ทูเดย์ รศก. สั่งพาณิชย์ทำยุทธศาสตร์ FTA ใหม่ พร้อมปรับโครงสร้างกองทุนผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ำงานเชิงลึก
นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์)เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ( รศก. )
ว่า ที่
ที่ประชุมเห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาเรื่องผลกระทบจากการทำ FTA ในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องของดุลการค้า ซึ่งพบ
ว่าการทำ FTA ทำให้ไทยมีการขาดดุลการค้าทั้งที่ลดลงและเพิ่มขึ้น เช่น กรณีของ จีน พบว่า ยอดการขาดดุลการค้าที่เริ่มลดลงนั้น
เป็นเพราะมีการนำเข้าลดลง ซึ่งอาจเป็นแค่ภาวะชั่วคราว จึงต้องการให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน
ขณะที่อินเดียแสดงท่าที่ต้องการทบทวนท่าทีการเจรจาบ่อยครั้ง และอินเดียไม่ต้องการผูกพันการเปิดตลาด เนื่องจากผลการทำ
FTA ได้ทำให้อินเดียขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ทบทวนเรื่องการกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก FTA ของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ ว่าควรมีการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการทำงานในเชิงลึก ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์ ในการช่วยเหลือผู้
ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าโดยเร็ว
" แต่ละกองทุนมีเงิน 400 500 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ต้องเอามาพิจารณาใน คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เพื่อทบทวนเรื่องการปรับโครงสร้างกองทุนถึงเรื่องความจำเป็นในการใช้เม็ดเงิน มูลค่า เมื่อทำโครงการแล้วควรต้องมีการประเมินผลด้วย " นายเกียรติกล่าว
นอกจากนี้ที่ประชุม รศก. มีมติมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาภาพรวมของการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศไทยและคุ่ค้าต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และแผนลดผลกระทบในสินค้าประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ







