posttoday
เมื่อ"อองซานซูจี"เข้าสภาเมียนมาร์ก็นับหนึ่ง...

เมื่อ"อองซานซูจี"เข้าสภาเมียนมาร์ก็นับหนึ่ง...

20 เมษายน 2555

โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร

โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร

ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งประวัติศาสตร์ของเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ทำให้ อองซานซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี สามารถนำสมาชิกพรรคเข้าสภาอย่างไม่เป็นทางการรวมกันถึง 43 ที่นั่ง จาก 44 ที่นั่ง

ทำให้ชาวโลกที่ติดตามการเมืองเมียนมาร์ เริ่มมีความหวังว่า เมียนมาร์กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ปัจจุบันสมาชิกรัฐสภาเมียนมาร์มีจำนวน 664 คน ดังนั้นชัยชนะของพรรคเอ็นแอลดีครั้งนี้ จึงมีผู้วิเคราะห์ว่า ไม่น่าจะมีพลังเพียงพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ หรือสามารถถ่วงดุลอำนาจที่มีอยู่ขณะนี้ของรัฐบาลได้ แต่จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้อองซานซูจีสามารถนำพาสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีให้กลับเข้าสู่ระบบการเมือง เพื่อใช้สิทธิใช้เสียงและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้

ขณะเดียวกันก็มีผู้สงสัยกันมาก ว่าเหตุใดรัฐบาลเมียนมาร์ถึงยินยอมให้อองซานซูจีลงเลือกตั้ง โดยเสนอแนวคิดปฏิรูปประเทศ ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอจะคาดการณ์กันได้ว่าฝ่ายปกครองประเทศที่อยู่ในอำนาจมายาวนาน รู้ว่าหากปล่อยประเทศให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่คิดจะปฏิรูปประเทศ หรือเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ประชาชนเมียนมาร์อาจต้องประสบปัญหาความเดือดร้อน เผชิญกับปัญหาข้าวยากหมากแพงในประเทศ ซึ่งอาจเป็นชนวนก่อเหตุให้เกิดความวุ่นวายที่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลเมียนมาร์ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ รัฐบาลเมียนมาร์จึงใช้วิธีการสร้างความหวังแก่ประชาชนว่า รัฐบาลมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน โดยการเปิดประเทศให้มีการค้าขายการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น และชูธงการปฏิรูปประเทศเพื่อเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการขานรับที่ดีจากทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน เพราะการเปิดประเทศได้ช่วยให้นักธุรกิจสามารถขยับขยายกิจการของตัวเองได้ง่ายขึ้น ภาคประชาชนก็พอใจ เพราะคาดหวังว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลายชาติที่เคยมีมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาร์ ปัจจุบันนี้ก็เริ่มผ่อนคลายเปิดโอกาสให้รัฐบาลเมียนมาร์มากขึ้น

ตลอดระยะเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เมียนมาร์ปกครองประเทศด้วยระบบทหาร ความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และใช้เป็นเสาหลักในการบริหารประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ แม้วันนี้จะมีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังเป็นรองเรื่องความมั่นคง การยอมให้อองซานซูจีที่ถูกคุมขังในบ้านพักมาถึง 15 ปี ให้มีอิสรภาพ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ย่อมทำให้ชาวโลก โดยเฉพาะโลกตะวันตกมีความพอใจ และเริ่มเกิดความเชื่อมั่นกับเมียนมาร์ ว่ากำลังปรับประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้ชาวโลกเริ่มหันมาให้ความสนใจเมียนมาร์มากขึ้น และมองเห็นถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ผมเชื่อว่า การปรับทิศทางใหม่ของรัฐบาลเมียนมาร์ น่าจะทำให้สถานการณ์ของประเทศดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยที่สุด เห็นได้จากฝ่ายปกครองในเวลานี้เปิดใจกว้าง และมีความเข้าใจสถานการณ์โลก ไม่ได้ปิดตัวเองเหมือนในอดีต ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นรัฐบาลเมียนมาร์มีปฏิสัมพันธ์กับหลายๆ ประเทศดีขึ้น เราได้เห็นการประกาศนโยบายการปฏิรูป ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนก็ตาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าพอใจ และเริ่มมีผลการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน เห็นได้จากการทยอยออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ ออกมาเป็นระยะๆ

ความคาดหวังที่จะเห็นการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลเมียนมาร์ โดยใช้เศรษฐกิจนำอย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยของ เติ้งเสี่ยวผิง ของจีน ที่ส่งเสริมให้มีการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (Fast Growing Economy) คงไม่เกิดขึ้นกับเมียนมาร์ในเวลานี้ เพราะรัฐบาลที่ปกครองโดยทหารยังคงมีความกังวลในความมั่นคงเป็นหลัก รวมทั้งยังคอยดูสถานการณ์และทิศทางทางการเมือง ภายหลังอองซานซูจีได้มาเป็นสมาชิกสภาล่างแล้ว ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจและสังคมจะดูมีความสำคัญน้อยกว่า

ในเมื่อเรื่องเศรษฐกิจเป็นเพียงเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเมียนมาร์ลุกขึ้นมาสร้างปัญหากระทบความมั่นคง รัฐบาลเมียนมาร์ก็จะยังให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นเพราะปัจจุบันชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยากจนมาก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ไม่ดี ระบบสาธารณสุขอยู่ในขั้นที่แย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัว เพื่อให้คนมีงานทำมีรายได้เพิ่มขึ้น

ฉะนั้น ในเชิงการดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเมียนมาร์จะเร่งผลักดันโครงการที่มีผลต่อรายได้และการมีงานทำของประชาชนโดยตรงก่อน จะเห็นได้จากการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาขั้นพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย ที่บริษัทเอกชนไทยได้รับสัญญาให้พัฒนาโครงการระดับใหญ่ แต่ก็ยังประสบกับอุปสรรคหลายด้าน ทำให้โครงการยังไม่คืบหน้า ทั้งขั้นตอนทางราชการ ข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ และความชัดเจนของสิทธิประโยชน์ที่จะให้แก่ผู้ลงทุน

ในไม่ช้านี้เราคงจะเห็นเมียนมาร์เข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศแบบภูมิภาคและแบบพหุภาคีมากขึ้น จากทุกวันนี้ที่เราเห็นเมียนมาร์เริ่มมีบทบาทในเวทีอาเซียน มีการส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อต้นปี 2555 นี้ ต่อไปก็อาจเห็นเมียนมาร์เริ่มชูธงประชาธิปไตยเข้าไปมีบทบาทในเวทีสหประชาชาติมากขึ้น เพื่อช่วยปลดล็อกมติคว่ำบาตรจากนานาประเทศ

จากนี้ไปก็ต้องติดตามพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของเมียนมาร์อย่างใกล้ชิด เพราะการที่อองซานซูจีได้รับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาล่าง ไม่ได้หมายความว่า เมียนมาร์ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการปฏิรูปเมียนมาร์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ภายในระยะเวลาสั้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับการปฏิรูป น่าจะอยู่ที่แนวทางของฝ่ายรัฐบาลกับแนวทางของอองซานซูจี ว่าสามารถไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถประนีประนอมกันในบางเรื่องได้หรือไม่ หากเป็นคนละแนวทางกัน ก็อาจสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาได้ จึงได้แต่หวังว่า สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะมีแนวทางประนีประนอมกัน เพื่อให้เมียนมาร์เริ่มพัฒนาประเทศต่อไปได้

ถึงแม้การลงทุนในเมียนมาร์จะมีความเสี่ยงและยังเห็นอุปสรรคด้านการค้า การลงทุนอยู่บ้าง แต่การที่รัฐบาลเมียนมาร์ฉวยจังหวะ ในการเปิดโอกาสให้อองซานซูจีได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็สร้างความน่าเชื่อถือ (Credit) และเปลี่ยนภาพลักษณ์รัฐบาลให้ดีขึ้นภายในชั่วข้ามคืน จนต้องยอมรับกันว่า เมียนมาร์ในวันนี้ดีกว่าอดีตที่ผ่านมาอย่างมาก เมื่อเริ่มนับหนึ่งของก้าวแรกในการเปิดประเทศ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ