
คิดผิดให้คิดใหม่
ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เข็นโครงการพักหนี้ให้กับลูกหนี้ธนาคารของรัฐที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท โดยพักไม่ต้องชำระเงินต้นให้สำหรับลูกหนี้ดี โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดภาระของประชาชนในช่วงที่ข้าวของแพง
ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เข็นโครงการพักหนี้ให้กับลูกหนี้ธนาคารของรัฐที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท โดยพักไม่ต้องชำระเงินต้นให้สำหรับลูกหนี้ดี โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดภาระของประชาชนในช่วงที่ข้าวของแพง
ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 7 แห่ง มีลูกหนี้ดีรวมประมาณ 4 ล้านราย หากทุกคนลงทะเบียนขอเข้าโครงการนี้ ก็เท่ากับว่ารายได้ของธนาคารรัฐที่ได้จากให้เงินกู้เหล่านี้จะหายไปทันที ซึ่งเท่ากับไปดึงกำไรของธนาคารของรัฐให้ลดลง
หากเป็นธนาคารพาณิชย์ การจะให้พักหนี้สำหรับลูกหนี้ดีให้จ่ายเงินต้นลดลง รวมทั้งลดดอกเบี้ยด้วย จะถือเป็นการยอมรับความเสี่ยงเอง แต่หากเป็นนโยบายของรัฐเท่ากับเป็นการนำเอาหน่วยงานรัฐไปเสี่ยง เพราะหากธนาคารของรัฐเสียหาย กระทรวงการคลังจะต้องรับผิดชอบนำเงินงบประมาณเข้าไปเพิ่มทุน หรือจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้
จำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลจะต้องออกโครงการพักหนี้ดีให้กับลูกหนี้ธนาคารของรัฐ เป็นคำถามที่กระทรวงการคลังต้องตอบ อย่าลืมว่ากระทรวงการคลังเองโอนภาระการจ่ายหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 1.14 ล้านล้านบาท ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบหมด
แต่เมื่อถึงปลายทาง การขอเก็บค่าธรรมเนียมก็พลิกล็อกกลายเป็นธนาคารของรัฐที่ไม่เคยจ่ายค่าธรรมเนียม แถมก็ต้องควักเงิน 0.47% จ่ายเข้ากองทุนฟื้นฟูประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันทำธุรกิจ
ตรงนี้ทำให้รายได้ของรัฐหายไประดับหนึ่ง เพราะเมื่อธนาคารของรัฐมีกำไรจะต้องนำส่งกำไรให้กระทรวงการคลังขั้นต่ำ 30% เมื่อกำไรลดก็ต้องลดเงินส่งคลัง และเมื่อเจอรายได้จากดอกเบี้ยหดหายไปเท่ากับธนาคารของรัฐเจอปัญหารายได้ลดลง 2 ทาง
นั่นเป็นปัญหาในด้านธนาคารของรัฐ แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ วินัยทางการเงินของประชาชนจะเสียไปหรือไม่ เพราะหากกู้เงินแล้วไม่ต้องชำระหนี้ หรือชะลอการจ่ายหนี้ออกไป แทนที่จะแก้ปัญหาในระบบเศรษฐกิจ ก็อาจกลายเป็นสร้างปัญหาให้กับระบบมากขึ้นไปอีก
แทนที่ลูกหนี้จะนำเงินไปใช้หนี้ อาจจะนำเงินไปใช้จ่าย หากนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างกำไรหรือรายได้ให้มากขึ้นก็ดีไป แต่หากมีการนำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะยิ่งกลายเป็นการสร้างหนี้เสียให้เกิดขึ้นในธนาคารของรัฐ และทำให้หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น เพราะหนี้ยังไงก็คือหนี้ ไม่ชำระวันนี้ก็ต้องชำระในวันข้างหน้า
ปัญหานี้ทาง 2 รมช.คลัง นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ก็มีความเห็นต่างกัน แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของนายกฯ คนปัจจุบันไปประกาศเมื่อสงกรานต์ที่ประเทศกัมพูชา ว่าโครงการนี้จะต้องเดินหน้าในเดือน พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังก็ขานรับและเร่งรัดเตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 24 เม.ย.นี้ และจะต้องเริ่มโครงการได้ในวันที่ 2 พ.ค.
โครงการประชานิยมนี้เป็นอันตรายและทำลายวินัยการเงินของประชาชน ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาว รัฐบาลควรคิดให้รอบคอบ เพราะหากเกิดความเสียหายก็ไม่พ้นเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้ม โครงการนี้ได้ไม่คุ้มเสียแน่ หากคิดผิดยังไม่สายเกินไปที่รัฐจะคิดใหม่







