
พรทิวา สั่งฑูตพาณิชย์แจงทั่วโลก
หลังรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงว่า อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงและจะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาควบคุม หลายหน่วยงานต่างเตรียมการรับมือกับการชุมนุมดังกล่าวเช่นกัน
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมส่งเสริมการส่งออกและกรมการค้าภายใน เตรียมพร้อมรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 1214 มี.ค. โดยในส่วนของกรมส่งเสริมการส่งออก จะให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก 59 แห่ง เตรียมทำความเข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทยกับผู้นำเข้าสินค้าในประเทศที่ประจำอยู่เพื่อไม่ให้การส่งออกสินค้าไทยสะดุด
ในส่วนของกรมการค้าภายใน ให้ทางเจ้าหน้าที่การค้าภายในจังหวัดและเจ้าหน้าที่ส่วนกลางออกตรวจสอบภาวะราคาสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า โดยอาศัยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาเป็นข้ออ้าง จนส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
“
ได้มีการเตรียมกรณีที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ในส่วนของราคาสินค้าและการกักตุน ขณะนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อเพิ่มความเข้มข้นจะมีการสั่งการเป็นพิเศษ รวมทั้งการทำความเข้าใจกับผู้นำเข้าทั่วโลกด้วย ที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เพื่อไม่ให้การส่งออกมีปัญหา” นางพรทิวา กล่าวนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จะเรียกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ทั้งกรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าภายใน มาหารือแนวทางในการชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ทั่วโลกใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการชี้แจงกับประเทศที่รับผิดชอบ ให้การส่งออกของไทยไม่สะดุด
สำหรับกรมการค้าต่างประเทศจะให้เข้าไปดูแลในเรื่องของการค้าชายแดนไม่ให้มีปัญหา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศทำความเข้าใจกับประเทศสมาชิกอาเซียนว่าการเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงอาเซียนยังเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมกันนี้ จะประสานไปยังผู้ส่งออกสินค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หารือเรื่องคำสั่งซื้อสินค้าว่าจะมีการส่งออกในช่วงเดือนไหนบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในต่างประเทศ ว่าสินค้าของไทยจะส่งได้ทันตามคำสั่งซื้อ ไม่เกิดการสะดุดเพราะสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ
“
ตอนนี้ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เพราะไม่ต้องการให้การส่งออกมีปัญหา จึงต้องหาแนวทางป้องกันไว้ก่อน เช่น การส่งออกจากท่าเรือ ที่จะต้องมีการวางแนวทางป้องกัน ซึ่งจะให้ผู้ส่งออกแจ้งว่ามีสินค้าที่จะต้องส่งให้กับลูกค้าเดือนต่อไปอย่างไร หากมีปัญหารัฐบาลจะประสานงานให้ ไม่ให้การส่งออกสะดุด” นายยรรยง กล่าวนายโจ จาจา ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในระหว่างวันที่ 1214 มี.ค. นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในไทยเป็นครั้งแรก และที่ผ่านมาก็เป็นไปอย่างสงบ ประชาชนควรมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นตามหลักการทางประชาธิปไตย ทว่าการชุมนุมก็ควรเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย และเท่าที่สังเกต รัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้ต้องการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการเมืองไทยและกรณีมาบตาพุด นับเป็น 2 ประเด็นที่นักลงทุนอเมริกันกังวลมากที่สุดในขณะนี้ และแน่นอนว่าเสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องการเห็นการเมืองไทยกลับมามีเสถียรภาพ
“
เราก็อยู่ที่นี่มานาน และเราก็มีความเชื่อมั่นในคนไทย ที่น่าจะเรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และสามารถฟื้นความสงบให้กลับมาได้ แต่หากสถานการณ์แย่จริงๆ ก็ยังเชื่อว่าจะมีคนที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ในที่สุด” นายจาจา กล่าว






